หน้าเว็บ

30 ธันวาคม 2556

185 | ย้อนอดีตเมืองปากน้ำโพ ณ แฟรี่แลนด์

คำนิยม
นับได้ว่าเป็นสุดยอดโครงการที่ทำขึ้นมาตอบสนองท้องถิ่นได้อย่างดีเยี่ยมจริงๆ !!!
ขอขอบคุณแฟรี่แลนด์สรรพสินค้ามากๆ ครับที่ได้ทำสิ่งที่มีค่าทางจิตใจและปัญญามากมายมหาศาลให้แก่ชาวปากน้ำโพทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ได้ซาบซึ้งกับความเป็นมาของบรรพบุรุษ ได้เรียนรู้แนวทางการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนเก่าแก่จากไม่มีอะไรเลยจนประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ ขอขอบคุณมากจริงๆ ครับ !!!

ว่าแล้วก็ไปดูภาพความอดีตที่ผมเก็บรวบรวมมากันครับ


ป้ายร้านเก่าๆ ของจริงทั้งนั้น


สถานแพทย์


วิทยุโบราณ (บนหน้าปัดมีบอกสถานีเกือบทั่วโลก) กับถาดเบียร์ 


ร้านล่างสุดนี่อยู่แถวบ้าน ส่วนร้านบนสุดไปกินประจำ :)


แผ่นเสียง 


โต๊ะบอล (เขาเรียกว่าอะไรหว่า) อันนี้ไม่แปลกเท่าไรเพราะตอนวัยรุ่นเคยเล่น


ในร้านตัดผม สังเกตในตู้เป็นซองพวกยาเขียวขาแก้ไอแบบชง
(แล้วที่อยู่บนโต๊ะด้านหลัง เอามาจากวัดไหนรึเปล่า?)


ในร้านลิ้มกวงหยู ร้านประจำของที่บ้าน 


ลิ้มกวงหยูเหมือนกัน ชั้นพวกนี้คุ้นๆ เหมือนเคยเห็นตอนเด็กๆ


ปาล์มโอลีฟ ในร้านลิ้มกวงหยู 


โฆษณาน้ำอัดลม


ที่ชงชากาแฟแบบถุงๆ


เกล็ดทอง (ซองแดงริมสุด) เก็บมาได้ไง
เพิ่งรู้ว่า Johnie Walker ทำบุหรี่ Red ด้วย (ข้างล่าง)


กระป๋องโอวัลติน กับกระป๋องนมตราหมี พอใช้เสร็จก็เอาประป๋องมาใส่น้ำกิน
ร้านก๋วยเตี๋ยวบางร้านใช้ใส่ถุงสำหรับลูกค้าสั่งกลับบ้าน 


เครื่องทำน้ำแข็ง


ร้านขายยา เขากุยอันบนสุดเคยกินตอนเด็กประจำ ส่วนยาเขียวตราใบโพธิ์ทุกวันนี้ก็ยังกินอยู่


อันซ้ายคือเครื่องรีดผ้าม่วง


ลายกระเบื้องแบบนี้คุ้นตามากๆ แต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน


นาฬิกาโคตรใหญ่


ปรอทโบราณ ตรงข้างล่างเอาไว้ใส่ปฏิทินแบบฉีก 


ของเล่นสังกะสี จริงๆ น่าจะเรียกว่าดีบุกมากกว่า (Tin Toy)
อันริมขวาคือเรือป๊อกแป๊ก จุดเทียนแล้ววิ่งบนน้ำ


กล่องไม้ขีดสารพัดแบรนด์ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นของแจกมากกว่า


วัตถุโบราณที่พบในละแวกนี้


กลอนของกวีแห่งรัตนโกสินทร์ 


หัวมังกร


ไหว้ส้มด้วย


ปรมาจารย์ (ต่อขาเชิดลูกแก้วเนี่ยนะ ทำได้ไง O_O!!!)


เสือไหหลำ และสิงโตกว๋องสิว


สิงโตกว๋องสิว สิงโตปักกิ่ง และเอ็งกอ


สิงโตทองฮากกา 


แผนที่ตลาด แถวหน้าศาลเจ้ายาวไปจนถึงสถานีรถไฟปากน้ำโพ


ตลาดใหม่ไหงมี 2 ที่ละครับ (ที่ถูกคืออันที่ 9 นะครับ เด็กตลาดใหม่คอนเฟิร์ม 5555)


ฟอสซิลที่พบแถวสะพานเดชาติวงศ์ (น่าจะเจอตอนเขาสร้างสะพานอะนะ)


รถสามล้อ เมื่อก่อนนั่งบ่อย ถ้าฝนตกมันจะมีผ้าพลาสติกม้วนลงมา 4 ด้านไว้กันฝนได้บ้างนิดหน่อย
ปัจจุบันโมส่วนจักรยานด้านหน้าเป็นเครื่องยนต์หมดแล้ว


นาฬิกาเก่ามาก (จนเข็มหายไป)


ที่บดยาในร้านขายยาจีน


ยาจีนที่เห็นนี่ส่วนน้อย ของจริงทุกร้านจะมียาเก็บในลิ้นชักสูงท่วมหัวเต็มกำแพงพรืด ส่วนตาชั่งข้างหน้านี่ขาดไม่ได้เลย 


แม่บอกสมัยก่อนอาเหล่าม่าก็มีตะกร้าแบบนี้


หีบแบบนี้ในหนังจีนมีบ่อย


ร้านโชห่วยแหงๆ


รู้จักกี่อย่างเนี่ย
โอโม่ (2 กล่องข้างหน้า) แฟซ่า (กล่องสีฟ้า) สบู่ไลฟ์บอยแถมแชมพูซันซิล (ข้างๆ แฟซ่า) ยาสีฟันดาร์กี้ (ปัจจุบันเป็นดาร์ลี่)
ที่เหลือไม่รู้จักเลย 


แม่โขง เก็บจนใส


ชิคเคล็ทส์ (ยังมีอยู่ป่าวหว่า) ที่เหลือทุกวันนี้ยังมีขายใน 7-11


รูปดาราสมัยก่อนทั้งนั้น


กล้องถายภาพจากร้านศรีศิลป์ ถ้าจำไม่ผิดสมัยก่อนเคยถ่ายรูปติดบัตรด้วยกล้องแนวๆ นี้แหละ คือตากล้องต้องคลุมผ้าเข้าไปถ่าย ถ่ายเสร็จก็ดึงกล่องอะไรสักอย่างออกมาด้านหน้า


กล้องโบราณ อันนี้ไม่รู้จัก


มีชุดครุยให้ลองด้วย อันนี้ชุดครุยวิทยาลัยครูแหงๆ


ทุกร้านมีเหล่าเต๊งด้วยนะ (แต่ขึ้นไปไม่ได้)

ก็ถือว่าเป็นโครงการที่ดีมากๆ ชื่นชมจากใจมากจริงๆ ครับ ใครยังไม่เคยไปดู (ยังมีอยู่ไหมหว่า 55555) ก็เชิญนะครับที่แฟรี่แลนด์สรรพสินค้า ชั้น 5 เดินเพลิน ถ่ายรูปเพลินครับ :)

22 ธันวาคม 2556

184 | จัดเกมบน 3DS อีกแล้ว

ความเดิมจากเรื่องนี้ : 178 | Life with Nintendo 3DS

ก็เลยอยากมาอัพเดทเพิ่มเติมครับว่าช่วงนี้เสียตังไปกับเกม 3DS อีกเท่าไร :)

Pokemon X & Y



ไม่เคยเล่นเกมในซีรีย์สนี้มาก่อนเลยครับ แต่ได้ยินเขาร่ำลือกันมานานแล้วว่าสนุกสนานมากมายเป็นหนักหนา พอลองเล่นจริงๆ แล้วก็พบว่าสนุกจริงครับ เนื้อเรื่องใช้ได้ วิธีการเล่นก็โอเค แถมตัวเกมมีอะไรให้ทำมากมายมหาศาลเหลือเกิน แต่มีจุดนึงที่เบื่อเอามากๆ เลยคือ ชอบเดินไปชนโปเกมอนตามฉากอยู่เรื่อย เลยต้องตัดเข้าไปสู้กันอยู่นั่นแหละ ทุกวันนี้เกมนี้ก็ยังเล่นไม่จบครับ (แต่ก็มาถึงช่วงท้ายๆ แล้วละ) เหตุผลเดียวก็คือเบื่อต่อสู้อะแหละ

Phoenix Wright: Ace Attorney - Dual Destinies
อันนี้ก็เพิ่งเคยเล่นเหมือนกัน โหลด Demo มาลองแล้วเฮ่ย สนุกดีนี่หว่า เสียดายที่ไม่ยอมทำแผ่นขายในโซน US เลยต้องโหลดจาก eShop เอา เป็นเกมที่ประทับใจมากครับ ไม่น่าเชื่อว่าสาระกับความสนุกมันจะไปด้วยกันได้ดีขนาดนี้ สนุกจนต้องเก็บเอาไว้เล่นทีหลังเลยเพราะกลัวเล่นจบแล้วจะเสียดายความสนุก 555555 ตอนนี้เพิ่งเล่นจบ Episode แรกไปครับ

Rune Factory 4


เป็นเกมที่ผสมแนวที่ชอบไว้ทั้งสองแบบเลยครับ คือเก็บเลเวลแบบ Action RPG และทำฟาร์มแบบพวก Harvest Moon ถึงแม้ภาพจะแตกๆ แปลกๆ หน่อยก็เหอะ แต่ถ้าดูเฉพาะ Gameplay แล้วมันสนุกมาก เล่นได้เรื่อยๆ เพลินๆ จริงๆ นะ

(เกมนี้ซื้อจาก eShop เพราะขี้เกียจรอแผ่น)

The Legend of Zelda: Ocarina of Time 3D


โดน อจ.แมนเป่าหูว่านี่แหละคือเกมเทพในตำนานของจริง พอได้ลองเล่นแล้วก็ตะลึงครับ ตำนานเซลด้าที่เขาเล่าขานกันมาตั้งแต่เด็กๆ มันเป็นยังงี้นี่เอง ยากบรรลัย แทบไม่มีคำใบ้ให้เลย ชื่อบอกว่าเป็นเกม Action-Adventure แต่เอาจริงๆ Action ยังไม่เท่าไรถ้าเทียบกับการแก้ปริศนาในแต่ละฉากที่เรียกได้ว่า เค้นพลังงานสมองออกมาคิดจนหยดสุดท้ายจริงๆ แต่มันก็สนุกมากอย่างไม่น่าเชื่อ เนื้อเรื่องแฟนตาซีแบบนิทานๆ แต่ก็ไม่ทำให้เบื่อเลย สมแล้วที่ได้คะแนน Famitsu เต็ม 40/40 และได้คะแนนรีวิวเต็มจากหลายสำนักทั่วโลก

ผมเล่นเกมนี้มาหลายวันแล้วยังไปไม่ถึงไหนเลย พยายามจะไม่เปิดเฉลยแต่ก็ไม่ไหวจริงๆ พออ่านบทสรุปดูถึงกับเหวอ เพราะเล่นข้ามปริศนามาหลายฉากมากๆ นับถือเลยว่าคนออกแบบเกมนี่มันเทพจุติจริงๆ !!!

(เกมนี้ซื้อจาก eShop เพราะแผ่นหายากมาก แต่ถ้ามีโอกาสต้องหาซื้อแผ่นเก็บไว้เป็นที่ระลึกให้ได้)

Kid Icarus: Uprising



เกมนี้ยังไม่ได้เล่นครับ เพราะสั่งจาก Play-Asia ตอนลดราคาแบบถูกโคตรๆ แล้วเห็นว่าได้คะแนนรีวิวเต็มจาก Famitsu เหมือนกันเลยอยากลองตำนานซะหน่อย ไว้ได้แผ่นแล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ
(edited 14.01.2014)
ได้แผ่นมาแล้วครับ สนุกมาก แต่ไม่ค่อยชอบแนวนี้เท่าไร 555555

Shin Megami Tensei: Devil Survivor Overclocked


สั่งจาก Play-Asia ตอนลดราคาเหมือนกัน ตอนนี้แผ่นยังมาไม่ถึงเลยยังไม่ได้เล่น แต่ที่อยากเล่นเพราะติดใจจาก Sin Megami Tensei IV ครับ
(edited 14.01.2014)
ได้แผ่นมาแล้วครับ เหมือนจะยากกว่า SMT IV เลย ภาพกราฟิกก็เก่าๆ เพราะเห็นว่ามันรีเมกมาจาก DS แต่เนื้อหาก็สนุกดีครับ

21 ธันวาคม 2556

183 | เล่าเรื่อง Surface RT บ้าง

เมื่อวานลองนั่งหาข้อมูลเรื่อง Surface RT เล่นๆ ปรากฏว่าเจอแต่เว็บที่เขียนโจมตีไปในทางที่แย่ๆ ทั้งนั้นเลย ทั้งบทความรีวิวหรือแม้แต่ความคิดเห็นจากเว็บบอร์ดต่างๆ วันนี้ก็เลยขอเล่าเรื่องจากประสบการณ์การใช้งานของตัวเองดูบ้างครับเผื่อจะเป็นแนวทางให้ใครหลายๆ คนที่สนใจได้ลองอ่านเปรียบเทียบกันดูครับ

ผมได้ Surface RT มาในราคา 8,xxx บาท ตามโครงการสำหรับสถานศึกษาของ Microsoft ราคานี้คือรุ่น 32 GB + Touch Cover สีดำหนึ่งอัน ซึ่งเทียบกับราคา Tablet ที่เคยซื้อมาแล้วตัวนี้ถูกสุดเลยครับ (iPad 2 WiFi และ Galaxy Tab 2 7 นิ้ว ราคาตอนซื้อ ~ 12,xxx) ดังนั้นก็เลยไม่ได้คาดหวังกับความคุ้มค่าอะไรมากนักในตอนแรก คิดแค่ว่าราคาเท่านี้ได้ Tablet จอ Wide Screen, คีย์บอร์ด, Windows + Office แถมเป็น Product สายตรงของ Microsoft อีก ก็น่าจะคุ้มอยู่นะ


ตอนที่ได้มามันเป็น Windows 8 RT ซึ่งผมก็เอามาอัพเป็น 8.1 ได้ไม่ยากเย็นนักผ่าน Windows Store ซึ่งหลังจากอัพแล้วพบว่ามันน่าใช้ขึ้นเยอะ (ถ้าเทียบกับที่เคยใช้ Windows 8 ใน PC อะนะ) อย่างไรก็ตามคุณสมบัติมันก็ไม่เท่ากับเวอร์ชั่น Pro หรือสูงกว่านั้นแน่ๆ แต่มันตอบโจทย์ในความเป็น Tablet ได้แน่นอนครับ

Windows 8.1 RT
Windows รุ่นตัดต่อแหลกลาญเพื่อให้ใช้พลังงานต่ำและเหมาะสำหรับ Tablet ซึ่งจุดเด่นที่เห็นชัดๆ เลยว่า RT ต่างจากรุ่นธรรมดาสำหรับ PC ก็คือ ไม่เน้นการใช้งานในฝั่ง Desktop เลย ยกเว้นการใช้งาน Office เท่านั้น แต่การที่มี Desktop Mode อยู่มันก็ยังทำให้เราได้ใช้งาน File Explorer, Control Panel ซึ่ง OS สำหรับ Tablet ตัวอื่นๆ ไม่มีแบบนี้แน่ๆ ตรงนี้ผมถือว่าเป็นข้อดีครับ คือได้ความคุ้นเคยจากการใช้งาน Windows มาก่อนเลยไม่ต้องเรียนรู้มากเท่าไร

ส่วนสำคัญที่หลายๆ คนมองว่าเป็นจุดด้อยสุดยอดของ RT คือการที่มันติดตั้งโปรแกรมที่เคยใช้ใน Desktop ไม่ได้เลย ต้องโหลดแอพจาก Windows Store เท่านั้น ตรงนี้ผมมองว่าไม่ค่อยสำคัญเท่าไรนะครับ ถ้าเราจะมองว่านี่คือ Tablet ไม่ใช่ PC (เป้าหมายในการใช้งานต่างกันชัดๆ อยู่แล้ว) เพราะหากต้องการทำงานที่มันซับซ้อนหรือเฉพาะทางกว่านั้นเช่นเอามาเขียนเว็บ, ตัดต่อภาพ พวกนี้ก็คงต้องไปทำใน PC เอาละครับเพราะ Tablet ตอบโจทย์นี้ไม่ได้แหงๆ ไม่ว่าจะเป็นของยี่ห้อไหนก็ตาม อีกอย่างคือประสิทธิภาพของ CPU ด้วยครับ ยังไงมันก็คือ ARM ที่เน้นเรื่องประหยัดพลังงาน ถ้าเอามาทำงานหนักๆ มากๆ แบตมันก็หมดเร็วแน่นอนครับ

Apps from Windows Store
การใช้งานของผมทุกวันนี้ก็คือ เปิดเว็บ, ดู Youtube, ฟังเพลง, อ่านข่าวจาก RSS, อ่านเอกสาร (ส่วนใหญ่จะเป็น pdf) และเล่นเกม Casual ฆ่าเวลาบ้าง ซึ่งการใช้งานพวกนี้ แอพบน Windows Store ก็ตอบโจทย์ได้เกือบหมดแล้วครับ


Facebook for Windows 8 แอพที่โผล่มาพร้อมๆ Windows 8.1 พอดี


Modern Reader แอพอ่าน RSS จาก Feedly ฟรีและใช้ได้ครับ


แอพ Twitter และ Microsoft Solitaire ลองเปิดพร้อมกัน 2 หน้าต่าง


แอพ Hyper สำหรับดู Youtube หรือจะดูผ่านเว็บก็ใช้ได้ดีเหมือนกัน


ทุกวันนี้ผมใช้ Deezer ฟังเพลง แต่ถ้าจะฟัง mp3 ในเครื่องก็มีแอพฟังเพลงเหมือนกัน

(จริงๆ ยังมี LINE อีกอันนะ แต่ผมไม่ได้ลงไว้) แน่นอนว่าถ้าจะใช้ทำอะไรที่มากมายกว่านี้ก็คงต้องไปเปิด PC แล้วละครับ ทีนี้ลองพิจารณาว่าการใช้งานที่ตอบสนองอะไรพวกนี้เนี่ย ใน Tablet ระบบอื่นๆ มันก็มีเหมือนกัน อาจจะต่างไปบ้างในบางคุณสมบัติของแต่ละแอพ หรือแม้แต่จำนวนความหลากหลายของแอพแต่ละประเภท ซึ่งตรงนี้ก็ต้องแล้วแต่ผู้ใช้แต่ละคนแล้วครับ ยอมรับว่า EcoSystem ของ Windows Store นั้นปวกเปียกจริงๆ ถ้าเทียบกับ iOS หรือ Android เหตุผลแรกก็คือมาทีหลังเขาซะนานแสนนานเลย เหตุผลที่สองคือในเมื่อมันมาทีหลัง ความนิยมก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะคนใช้เองก็ไม่ค่อยมันใจเท่าไร ทีนี้พอคนใช้น้อย นักพัฒนาก็ไม่ค่อยอยากจะทำแอพมาลงดิครับ (แต่ในอนาคตถ้า Microsoft จะแจก Windows RT ฟรีจริงๆ ก็ต้องรอดูครับว่ามันจะฮิตกว่านี้ไหม)

Battery Usage
เรื่องการใช้พลังงานนี้ปลื้มมากเป็นพิเศษครับ เพราะเปิด Stand By ทิ้งไว้ได้อย่างน้อยๆ ก็ 2-3 วันละ ถ้าเอามาใช้งานจริงๆ แบบเน้นๆ เลยก็ประมาณ 1 วัน (ผมเคยถือไปนั่งทำงานที่คณะโดยไม่ได้เอาสายชาร์ตไป ใช้งานได้ทั้งวัน) ถ้าเปิดเพลงหรือดูหนังนานๆ หน่อยก็หมดเร็วบ้างครับ แต่ไม่ถึงกับฮวบฮาบแน่ๆ

Office 2013 RT & SkyDrive
Surface RT แถมโปรแกรม Office 2013 RT ซึ่งประกอบไปด้วย Word, Excel, PowerPoint, OneNote และ Outlook ซึ่งที่แหละคือสิ่งที่ผมว่าสุดตีนที่สุดของวงการ Tablet แล้วครับ ถึงแม้หลายๆ คนจะมองว่ามันเป็นแค่ตัวแถมของการใช้งาน Tablet ก็เหอะ แต่การที่มีมันอยู่ด้วยทำให้ Surface RT ดูมีประโยชน์ขึ้นเยอะมาก เพราะมันช่วยให้การเอางานเอกสารไปทำงานนอกสถานที่เป็นสวรรค์ชัดๆ !!!

ผมทดลองครั้งแรกโดยการใช้ Word 2013 RT ใน Surface RT พิมพ์ต้นฉบับของ Journal ที่จะส่งตีพิมพ์ในปีหน้านี้ ซึ่งก็ทำงานได้ไม่มีปัญหาครับ การใช้ Touch Cover ที่เป็นคีย์บอร์ดระบบสัมผัสเป็นอะไรที่สะดวกมาก แทบไม่ต้องปรับตัวเลยเพราะมันคุ้นๆ กับคีย์บอร์ดของ Notebook อยู่แล้ว (จะมีแค่ Mouse Pad ที่อาจจะช้าไปบ้างถ้าต้องการความรวดเร็ว ผมก็เลยไปซื้อ Wireless Mouse ตัวเล็กๆ มาเสียบแทน)

พอต้องการทำานที่ละเอียดมากชึ้นกับเอกสารเช่น การใส่ Clipart หรือวาด Shape ต่างๆ ผมก็ไปทำใน PC แทน โดยใช้ SkyDrive นี่แหละครับ Sync ไฟล์งานไปเปิดทำต่อใน PC ได้ทันที ง่ายดายจนน่าใจหาย O_O

(จริงๆ แล้วจะเอาใส่ USB Drive ก็ได้ แต่ SkyDrive สะดวกกว่าในกรณีที่ไฟล์มีขนาดเล็ก)

เสร็จแล้วก็พับ Surface ไปที่ห้องวิจัยในมหาลัย ดึงสาย USB จาก Printer มาเสียบปุ๊ป Windows 8.1 RT ก็หา Driver เองเสร็จสรรพครับ สั่งพิมพ์ได้ทันทีเลยโดยไม่ต้องห่วงด้วยว่าเอกสารที่จัดรูปแบบไว้จะเพี้ยนรึเปล่าด้วย (ถ้าใช้ Font ที่โหลดมาเองเพิ่มเติมก็เอา Font มาลงใน Surface ได้เหมือนกับ Windows ปกติเลยครับ)

ถ้าจะเอา Surface ไปต่อ Projector เพื่อนำเสนองานก็พอทำได้ครับ แต่ว่าต้องไปซื้อหัวแปลงหรือสายมาเสียบก่อนเพราะ Port ที่ติดเครื่องมามันเป็น HDMI mini ครับ ซึ่งตรงนี้ผมยังไม่ได้ลองครับ (แพง)

การใช้งาน Office ของผมในช่วงนี้นี่คือบอกได้เลยว่า สะดวกสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนจริงๆครับ


Word 2013 RT สวรรค์น้อยๆ บน Surface RT

ส่วนหลายๆ ความคิดเห็นที่อ่านเจอว่า Office 2013 ใน Surface RT มันเป็นเวอร์ชั่น Preview ซึ่งยังไงก็ไม่เท่ากับตัวเต็ม คือหลังจากอัพเดทเป็น 8.1 RT แล้ว ตัว Office Preview มันก็อัพเดทเป็นตัวเต็มครับ ตัวเต็มของมันคือ Office 2013 RT ซึ่งเท่าที่ใช้มาผมก็ยังไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรต่างกับพวก Office Professional, Enterprise ฯลฯ อย่างที่พวกร้านคอมหรือพวกโหลดบิตชอบหามาลงกันครับ ผมเลยเข้าใจว่าที่มันต่างมากๆ ก็คงเป็น Feature อลังการอื่นๆ ที่ผมไม่ได้ใช้อย่างพวกแชร์ไฟล์ให้ทำงานพร้อมกันหลายคน อะไรพวกนี้ละมั้ง ยังไงก็ตามถ้าทุกวันนี้เราใช้ Word พิมพ์งาน, ใช้ Excel คำนวณตาราง, ใช้ PowerPoint ทำงานนำเสนอ แบบที่คนทั่วไปเขาทำกันแล้ว ผมว่า Office 2013 RT ก็ตอบโจทย์ได้ครบนะครับ

Weakness
พูดข้อดีไปแล้วลองมาดูข้อเสียที่ผมไม่ค่อยพอใจบ้างครับ

- 3G, LTE
เสียดายมากที่มันไม่มี ถ้าใส่ซิมต่อ 3G หรือ LTE หรืออะไรพวกนั้นได้นะ ชีวิตการทำงานนอกสถานที่จะสวรรค์กว่านี้เยอะ ยังไงก็ตามอาจจะแก้ปัญหาได้บ้างถ้าใช้มือถือปล่อย Hotspot แทน ส่วนพวก Aircard นี่ผมไม่เคยลอง (แต่คิดว่าไม่น่าจะได้เพราะปัญหา Driver)
- Google Chrome
อันนี้เจ็บปวดมากเพราะทุกวันนี้ใช้แต่ Chrome ในทุกๆ อุปกรณ์ที่มี แต่ Google ไม่ทำ Chrome สำหรับ Windows RT ให้ก็เลยขาดความสะดวกในเรื่องการ Sync Bookmark, Chrome Web App ไปมากมายเลยครับ น่าเสียดายจริงๆ
- Java
ที่กระทบมากสุดจากการไม่มี Java ก็คือเรื่องการเทรดหุ้นครับ จริงอยู่ว่า Windows 8.1 RT มันมีแอพดูหุ้นมาให้อยู่แล้ว แต่มันเทรดไม่ได้ง่ะ Streaming ก็ไม่ยอมทำแอพออกมาซะที ส่วนการใช้ Java ในด้านอื่นๆ ยังไม่ค่อยกระทบเท่าไรครับ
- จุดเล็กจุดน้อยอื่นๆ
เช่น น้ำหนักเยอะไปหน่อยเลยเอามาถือนอนเล่นไม่ไหว, Touch Cover ด้านหลังใช้วัสดุบ้าอะไรไม่รู้ยังกับผ้าที่ทำความสะอาดยากๆ, แอพยังน้อยไป ไม่ค่อยมีแอพดังๆ มาลงให้ตื่นเต้นบ้าง อะไรพวกนี้เป็นต้นครับ

ส่วนที่หลายๆ คนติเรื่องกล้อง อันนี้มันก็แล้วแต่คนใช้ละครับ บางคนจำเป็นต้องใช้กล้องใน Tablet แต่ผมสะดวกใช้กล้องจากมือถือมากกว่า อันนี้มันก็วัดอะไรไม่ได้เนอะ แต่ถ้าอิงตามจุดประสงค์ของ Microsoft แล้วกล้องใน Surface เขาทำมาเน้นใช้งาน Video Calling มากกว่าครับ (คล้ายๆ กล้องใน Notebook นั่นแหละ)

สรุป

มาสรุปตรงนี้นิดนึง ผมก็ไม่รู้นะว่าที่คนส่วนใหญ่มักจะติ Surface RT มากๆ หรือแม้กระทั่งบางความเห็นที่ว่า "มันเป็น Tablet ที่ไม่น่าใช้ที่สุด" ผมว่าเราน่าจะลองพิจารณาตัวแปรดังนี้ด้วยครับ

1. มองถึง Position ของตัวสินค้า อย่าลืมว่านี่คือ Tablet แต่หลายๆ คนกลับเอาไปเปรียบเทียบกับ Notebook ซึ่งต่างกันมากในแง่การใช้งาน Notebook มันก็คือ PC ที่มีขนาดที่ย่อลงมาให้หอบหิ้วไปไหนมาไหนได้สะดวกหน่อย แต่ Tablet นี่มันไม่ได้ใกล้ PC เลยนะครับ (ถ้ามองว่าเป็นมือถือแบบใหญ่ๆ น่าจะถูกต้องกว่า) ซึ่งจะเห็นได้ว่าพอผมใช้งานมันในแบบ Tablet แล้ว มันก็ตอบโจทย์ผมได้ครบนะครับ

2. มองถึงการใช้งาน คือผมมองว่าคนที่ใช้ Tablet โดยทั่วไป (ไม่นับคนที่ใช้แต่ Tablet อย่างเดียวนะ แบบว่าใช้แทน Smartphone ไปเลยแบบนี้ไม่เกี่ยว) มักจะใช้เพื่อทำอะไรบ้าง ก็จะมีพวก เล่น Social Network, เล่นเว็บ, ดู Youtube หรือดูหนัง, ฟังเพลง, เล่นเกม, ถ่ายภาพอัพขึ้น Social Network, ถือโชว์ (อันนี้ผมเห็นบ่อยมากๆ ในพื้นที่จังหวัดที่อยู่ตอนนี้ คือบางคนถือ Tablet ไปเดินห้าง, ทานข้าว, ออกกำลังกาย...) แล้ว Surface RT มันก็ตอบโจทย์ได้เกือบหมดนะครับ ถึงจะมีบางอย่างที่บกพร่องไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายจนห้ามใช้เด็ดขาดอะไรแบบนั้นเลย

แน่นอนว่าตอนก่อนจะตัดสินใจซื้อ ผมก็อคติกับมันไว้มากครับ (จากการอ่านรีวิวล้วนๆ เลยนะ คือของจริงยังไม่เคยสัมผัสเลยสักครั้ง) แต่พอเห็นราคาจากโครงการของ Microsoft แล้วก็พิจารณาว่า อย่างน้อยๆ มันถูกกว่า iPad ที่ผมคิดจะซื้อตอนนั้นอยู่มากโข ถ้าไม่ซีเรียสอะไรก็ซื้อมาใช้ขำๆ ละกัน...แต่ว่าพอได้มาลองใช้เองแล้วมันหนังคนละม้วนเลยครับ กลายเป็นประทับใจไปมากกว่าที่คิดอีกแน่ะ

โดยภาพรวมแล้ว ถ้าพิจารณาประโยชน์ในการใช้งานเมื่อเทียบกับราคาที่จ่ายไปแล้ว (ราคาที่ลดแล้วนะ) ผมบอกได้เลยว่า นี่เป็น Tablet ที่ผมพอใจมากที่สุดเท่าที่เคยใช้มาครับ :)

(แต่ถ้าเทียบกับราคาเต็มผมก็ว่ามันแพงไป 5555555+)


30 กันยายน 2556

182 | Find My iPhone !!! [2]

Link ที่เกี่ยวข้อง : 157 | Find My iPhone !!! (2554)

ผ่านไปเกือบสามปีแล้วครับ กับการซื้อ iPhone มาใช้เป็นครั้งแรกในชีวิตนั่นก็คือ iPhone 4 มาวันนี้ก็ได้มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งว่า iPhone 4 เครื่องนั้น ได้ถูกส่งต่อไปถึงมือพ่อของผมได้ใช้ต่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนในมือผมตอนนี้คือ iPhone 5 ครับ


เหตุผลหลักที่ต้องการเปลี่ยนเครื่องคือ iPhone 4 ชักจะไม่ตอบสนองความต้องการในการใช้งานของผมแล้วครับ บางกรณีที่เราต้องเปิดเว็บหาอะไรนอกสถานที่เวลารีบๆ, คุย Chat ผ่าน LINE หรือ Facebook ในเรื่องสำคัญเร่งด่วน หรือแม้แต่เรื่องหยุมหยิมอย่างการโหลดแอพกล้องที่ใช้เวลานานจนไม่ทันถ่ายภาพเหตุการณ์เด็ดๆ อย่างนี้ก็ด้วย ผมก็เลยมาพิจารณาว่าอืม...ใช้มาเกือบสามปีแล้วนะ คุ้มค่าแล้วละ คงจะได้เวลาอัพเกรดกันสักที

ตัวเลือกทางฝั่ง Android นี่ตัดฉึบไปได้เลยครับ (เพราะอะไรลองอ่านล่างๆ ดู) ส่วน Windows Phone ผมไม่เคยมั่นใจกับมันเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นตัวเลือกของผมจึงอยู่ที่ iPhone เท่านั้น

แล้วจู่ๆ ก็มาซื้อ iPhone 5 ตอนที่ iPhone 5s และ 5c กำลังจะเข้ามาขายในไทยอีกไม่กี่เดือน มันหมายความว่ายังไง นี่คือเหตุผลและมุมมองของผมครับ

มาดู Features
แน่นอนว่าความต่างของ 5 กับ 5s นั้นเยอะมากพอสมควร (CPU 64 Bit, Touch ID และอื่นๆ) ผมก็เลยมานั่งพิจารณา Features ต่างๆ ของ 5s แล้วเปรียบเทียบกับความสำคัญในการใช้งานของผมเอง ดังนี้ครับ

- CPU 64 Bit แน่นอนว่าต้องเร็วกว่าตัวเดิมอยู่แล้ว แต่ถ้าดูจากใน Keynote จะพบว่ามีการเปลี่ยน Instruction Set ไปพอสมควร ซึ่งแอพต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้พัฒนาขึ้นมาสำหรับ CPU 32 Bit ตัวเดิม จะเปลี่ยนมาใช้ CPU 64 Bit ให้เต็มประสิทธิภาพนั้นก็คงไม่พ้นต้องเขียนโปรแกรมกันใหม่ละครับ แล้วแอพใน App Store ตอนนี้จะมีสักกี่ตัวที่รองรับ 64 Bit เต็มรูปแบบ
(ถ้านึกภาพไม่ออกก็เปรียบเทียบกับเคสของ Windows 32 Bit กับ 64 Bit ครับ)

- Touch ID เป็นนวัตกรรมที่ผมว้าวมาก แต่ในแง่การใช้งานจริง ณ ตอนนี้ผมว่ามันยังไม่ใช่ Feature ที่สำคัญมากนัก แต่ในอนาคต 1-2 ปีข้างหน้าน่าจะจุดติด (คือให้มันมีการเอาไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายและมีประโยชน์กว่านี้) ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นก็คงได้รอบเปลี่ยนมือถือพอดีครับ

- กล้อง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลเท่าเดิมแต่คุณสมบัติของเซนเซอร์ดีขึ้น เป็น Feature หนึ่งที่อยากได้มากครับ แต่พอมามองการใช้งานของตัวเอง ที่รูปภาพส่วนใหญ่ที่ถ่ายจะใช้สำหรับ Social Network นอกนั้นก็เก็บไว้ดูเองไม่ได้เอาไปล้างอัดหรือทำงานอะไรใหญ่โตนัก (พูดง่ายๆ คือถ่ายเล่นเป็นส่วนใหญ่นั่นแหละ) ผมก็เลยรับได้กับความต่างตรงนี้ครับ ส่วน LED Flash คู่นั้นไม่สำคัญสำหรับผมเลยครับ ถ่ายกลางคืนผมก็ปิด Flash มาตลอด 555555

- GPU และอะไรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่สำคัญครับเพราะผมไม่ได้ใช้โทรศัพท์เล่นเกมมานานแล้ว เหตุผลสำคัญคือกลัวแบตหมดครับ

ดังนั้นก็เลยสรุปได้ว่า สำหรับการใช้งานของผมในปัจจุบันนี้ มันเกินพอครับ เพราะว่าหลักๆ คือใช้เป็นโทรศัพท์ ใช้เล่น Social Network ใช้ถ่ายรูป และอื่นๆ อีกเล็กน้อย ซึ่งผมมองว่าถ้าใช้แค่นี้ 5 กับ 5s ก็ไม่ต่างกันเท่าไรเลย

มาดูราคา
อันนี้สำคัญมากครับ ราคา iPhone 5 ตอนนี้ ผมเลือกศูนย์ DTAC เหตุผลหนึ่งคือใช้อยู่แล้ว พอไปดูจริงๆ ก็พบว่าราคาถูกกว่าที่อื่นมากครับ คือราคาเต็มของรุ่น 16 GB มันอยู่ที่ 24,555 บาท แต่ถ้าเลือกผ่อนบัตรเครดิตบวกกับยอมใช้โปรติดสัญญา 1 ปีของเขา ราคาเครื่องจะอยู่ที่ 20,900 เท่านั้น !!! ถูกลงมาตั้งหลายพันเลยนะเนี่ย
(ถ้าข่าวลือเป็นจริง ราคานี้จะใกล้เคียงกับ 5c ศูนย์ไทยมาก)

ตรงนี้ตัดสินใจแบบไม่ต้องคิดเลยครับ สัญญา 1 ปีไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพราะพื้นที่ๆ ผมอยู่ (ทั้งบ้านและที่หอพัก) ใช้ DTAC ได้ปกติดี ผมก็เลยไม่ได้คิดจะย้ายค่ายแต่อย่างใด แถมเทียบราคาโปรใหม่กับโปรเดิมที่ผมใช้อยู่ อันใหม่แพงกว่า 10 บาท แต่จำนวนนาทีที่โทรมากกว่า 3G ความเร็วสูงสุดก็ให้เยอะกว่า มันใช่ขนาดนี้ผมคงไม่ต้องคิดมากแล้วละครับ

มาดูคุณค่า
ในวันที่เปิดตัว iPhone 5s และ 5c ทาง Apple ได้ตัดสินใจตัด iPhone 5 ออกไปจากการทำตลาดอย่างไม่น่าเชื่อสายตา นั่นคือต่อจากนี้ไป iPhone ในท้องตลาดจะมีให้เลือกแค่ iPhone 4S, iPhone 5s และ iPhone 5c (หลังงานเปิดตัวสิ้นสุด iPhone 5 ก็หายไปจาก Apple Store ของประเทศไทยทันที)

ถ้าเอากรณีนี้ไปเทียบกับสมัยที่เปิดตัว iPad 4th Gen ก็ดูจะคล้ายๆ กันมากเลย คือจู่ๆ ก็ตัด The New iPad (หรือ iPad 3rd Gen) ออกไปเฉยๆ ซะอย่างนั้น ซึ่งในตอนนี้คงรู้กันแล้วว่าเหตุผลที่เลิกขาย The New iPad ไปนั้นเนื่องมาจาก iPad รุ่นนี้ปัญหาเยอะ เช่นเครื่องร้อนเร็ว, แบตหมดเร็ว, น้ำหนักมาก เป็นต้น พอ Apple แก้ปัญหาได้ใน iPad 4th Gen ก็เลยเอาตัวใหม่มาแทนตัวเก่าซะเลย

แล้วเหตุผลของการตัด iPhone 5 ในครั้งนี้มันเหมือนกันหรือเปล่า

ตอนแรกก็คิดว่าใช่ครับ เพราะ iPhone 5 ตอนขายใหม่ๆ ก็เจอปัญหาเยอะเหมือนกัน เช่น เครื่องบอบบางลง (มีคนนั่งทับจนงอ) สีที่พ่นรอบๆ ขอบตัวเครื่องในรุ่นสีดำมันลอกออกได้ (ตอนผมไปซื้อเครื่องนี้ก็แกะไป 2 เครื่อง เครื่องแรกที่แกะออกมามีรอยถลอกบริเวณขอบโลหะรอบเครื่องเลย) ซึ่งถ้า Apple แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ใน iPhone 5s แล้ว ก็ถือว่าสมเหตุสมผลที่จะตัด iPhone 5 ออกไปซะ

แต่พอดูดีๆ แล้ว iPhone 5 มันกลายร่างมาเป็น 5c ครับ เปลี่ยนฝาหลังให้เข้ากับ Concept ของ Jony Ive ซะ แต่ข้างในก็เหมือนๆ เดิม (ต่างกันเล็กน้อยในส่วนของแบต) นั่นแสดงว่าโดยเนื้อแท้แล้ว Core ของ iPhone 5 ก็ถือว่าไม่ได้อยู่ในเคสเลวร้ายแบบ The New iPad ซะหน่อย ส่วนเรื่องความทนทานอันนี้ก็ต้องทำใจหน่อยครับ เครื่องมันเบาลง บางลง จะให้มันสมบุกสมบันแบบสมัย iPhone 4 หรือ 4S ก็คงไม่ได้อะนะ แต่อย่างน้อยก็ยังคงเอกลักษณ์ความอึดไว้บ้าง เช่นกระจกหน้าหลังกับตัวขอบที่ยังพยายามรักษาวัสดุไว้ให้ใกล้เคียงกับรุ่นก่อนหน้า อันนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้แล้วละครับว่าจะถนอมของกันแค่ไหน

และแน่นอน ถ้า iPhone 5s และ 5c เข้ามาขายในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อไร เราคงไม่ได้เห็น iPhone 5 เครื่องศูนย์กันอีกต่อไป นี่แหละครับคือ Rare Item ที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยๆ นักในกลุ่มสินค้าของ Apple ซึ่งผมก็สนใจประเด็นนี้มากเช่นกัน ในเมื่อมีเวลาตัดสินใจไม่มากนัก (ทางศูนย์ DTAC บอกว่า iPhone รุ่นใหม่จะเข้าไทยประมาณสิ้นปีนี้) ผมก็เลยตัดสินใจรีบคว้าไว้ในที่สุดครับ

(อีกเหตุผลเล็กๆ เกี่ยวกับตัวเครื่องคือ ผมชอบสีดำแบบ iPhone 5 มากกว่า iPhone 5s นะ)

มาดูระยะเวลาการใช้งาน
iPhone 4 เป็นโทรศัพท์เครื่องที่สองที่ผมใช้มันมานานมากๆ เกือบสามปี (เครื่องแรกคือ Nokia 3310 อันนั้นใช้อยู่เกือบ 4 ปี) ซึ่งน่าชื่นชม Apple อย่างหนึ่งคือ สินค้าไม่ค่อยตกรุ่นเร็วนัก แม้ว่าจะมี iPhone ตัวใหม่ออกมาทุกปี แต่รุ่นก่อนหน้าก็ยังสามารถใช้งานได้ดี และ Apple เองก็ยังไม่ทิ้งลูกค้าเก่าดังจะเห็นได้จาก iOS ที่อัพเดทย้อนรุ่นให้เยอะพอสมควร

ลองดูกรณี iPhone 3GS ที่เปิดตัวเมื่อปี 2552 และเพิ่งจะถูกตัดออกไปเมื่อปี 2554 หรือดู iPhone 4 ที่เปิดตัวมาพร้อม iOS 4 แต่อัพเดทมาได้จนถึง iOS 7 ครับ กรณีเหล่านี้หาดูได้ยากมากในฝั่ง Android เพราะแม้แต่รุ่น Pure Google อย่าง Nexus เองก็ไม่ได้มีการตามอัพเดทกันยาวนานขนาดนี้

กรณีที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ Samsung ที่ผมอยากจะใช้คำว่า "เอาเปรียบลูกค้า" เลยทีเดียว ถ้าอยากได้การดูแลจากผู้ผลิตนานๆ ก็ต้องเลือกใช้รุ่น Flagship เท่านั้น (ซึ่งก็ไม่ได้ดูแลดีไปกว่ากันเท่าไร) ถ้าวันนี้คุณซื้อ Samsung Galaxy S4 คุณจะได้ Android 4.2 แต่พอ Google ออก 4.3 คุณต้องลุ้นแล้วว่า Samsung จะทำ Firmware ให้หรือไม่ ถ้าใช้งานไปจนถึงปีหน้า คุณต้องวัดใจแล้วว่า Samsung จะยังดูแลคุณหรือไม่หลังจากที่ออก Galaxy S รุ่นต่อไปแล้ว และถ้าผ่านไปสักปีครึ่งหรือสองปี คุณควรจะทำใจได้แล้วว่ามีโอกาสโดนทอดทิ้งแหงๆ (ถ้ายังไม่โดนทิ้งคุณอาจจะได้ใช้ Android เวอร์ชั่นใหม่หลังจากเปิดตัวไปแล้วเกือบปี)

ถ้ายังอยากจะให้โทรศัพท์แสนแพงของคุณยังคงทันยุคสมัย ก็มีทางเลือกที่ดีคือ Root แล้วลง Custom ROM ซะ (ที่ผมใช้อยู่ก็คือ CyanogenMod ซึ่งถือว่าดีมาก) แต่เสถียรภาพของโทรศัพท์จะเปลี่ยนไปครับ เพราะจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มี Custom ROM ตัวไหนที่ Stable 100% และคุณก็คงไม่อยากให้โทรศัพท์ของคุณ (ที่ทันสมัยด้วยการอัพ ROM แล้ว) มาเกิดปัญหาแบบไม่เข้าท่าในเวลาสำคัญๆ หรอกจริงมั้ย

การอัพเดท OS หรือ Firmware นั้นสำคัญแค่ไหน สำคัญมากครับ เพราะนั่นคือการที่เราจะได้ใช้คุณสมบัติใหม่ๆ ของระบบปฏิบัติการโดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องใหม่ครับ ทั้งการเพิ่มลูกเล่นหรือแม้แต่การอุดช่องโหว่เพื่อความปลอดภัย มันคือสิ่งที่ลูกค้าควรจะได้รับเมื่อเขาได้จ่ายเงินซื้อสินค้าแพงๆ ไปแล้วครับ

----

ผมซื้อ iPhone 5 ด้วยราคา 20,900 บาทมาเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2556 และก็ตั้งเป้าไว้ว่า ต้องใช้ไปอย่างน้อยๆ ก็คือสามปีเท่ากับเครื่องเก่า ถ้าเอาราคามาหารๆ แล้ว 20,900 สามปี ก็ตกปีละ 6,900 กว่าบาท เทียบกับอายุการใช้งานและประสิทธิภาพแล้วผมถือว่าเหมาะสมมากๆ ครับ ส่วน iPhone 4 เครื่องเดิมก็ไม่ได้ขายต่อหรือทิ้งไปไหนครับ ส่งต่อไปถึงมือพ่อของผมเรียบร้อย ซึ่งจากรูปแบบการใช้งานสไตล์คนแก่ไม่รีบร้อนของพ่อผมที่เน้นโทรเข้าโทรออก ถ่ายรูปทั่วไป แล้วก็เล่นเน็ตอยู่กับบ้านแล้วเนี่ย ผมว่าพ่อคงใช้ไปอีกนานหลายปีเลยละครับ

ถือว่า iPhone แม้จะเป็นโทรศัพท์ที่ราคาแพงจนน่าตกใจไปนิด แต่ในระยะยาวแล้วถือว่าใช้งานได้คุ้มจริงๆ ครับ :)

17 กันยายน 2556

181 | เราพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่แค่ไหน (2) ชีวิตส่วนตัว

(เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.gotoknow.org/posts/548493 วันที่ 17 กันยายน 2556)

กรุณาอ่านบทความนี้ก่อน : เราพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่แค่ไหน (1)

เล่าเรื่องตัวเองบ้าง
พื้นฐานครอบครัวผมก็ไม่ใช่จะดีครับ ทั้งพ่อและแม่เรียนมาน้อยและครอบครัวก็ยากจนทั้งคู่ พ่อผมมาจากครอบครัวชาวนาภาคอีสาน ทำงานมาสารพัดอย่างทั้งชาวนา, กรรมกร, ถีบสามล้อรับจ้าง, คนงานไร่อ้อย ฯลฯ จนบวชเรียนและได้มีโอกาสได้มาทำงานในธนาคารหลังจากสึกจากพระแล้ว งานธนาคารฟังดูดีแต่พ่อผมเริ่มจากงานตามวุฒิก็คือ Messenger เดินส่งเอกสารตามโต๊ะ เก็บความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนได้เลื่อนตำแหน่งงานมาเป็นพนักงานประจำ พร้อมๆ กับหาทางเรียนต่อปริญญาตรีจาก มสธ.จนสุดท้ายพ่อเกษียณในตำแหน่งพนักงานสินเชื่อครับ
ส่วนแม่ผมมาจากครอบครัวคนจีนที่ยากจนมาก ต้องเลิกเรียนมาทำงานหาเงินส่งน้องๆ เรียน แม่ทำงานเก็บเงินไปเรียนตัดเสื้อ เป็นลูกจ้างมาจนเก็บเงินและประสบการณ์มากพอก็ออกมาเปิดร้านตัดเสื้อเป็นของตัวเอง และก็ทำงานนี้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน ภาพที่ผมเห็นประจำคือแม่ต้องนั่งเย็บผ้าตั้งแต่เช้าจนเที่ยงคืนจนมีปัญหาสุขภาพตา ทั้งพ่อและแม่ทำงานหนักจนเก็บเงินได้ระดับหนึ่งจึงแต่งงานและสร้างครอบครัว ตอนผมเกิดมาเลยไม่ทันเห็นช่วงความลำบากหนักๆ ของท่านทั้งสอง
เพราะเหตุนี้แหละครับที่พ่อแม่ต้องคอยเคี่ยวเข็ญผมให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เพราะท่านไม่อยากให้ผมต้องขาดทุนชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นเหมือนอย่างท่านนั่นเอง

การเรียนไม่สำคัญ
น่าเสียดายที่ผมเรียนหนังสือมาตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา ก็ยังไม่รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร ประมาณว่าทำไมเราต้องรู้คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ ทำไมเราต้องรู้ว่ากรุงศรีอยุธยาเสียกรุงสองครั้งปีไหนบ้าง ทำไมเราต้องมานั่งจำชื่อประเทศในอาเซียน ทำไมเราต้องมาเรียนไวยกรณ์ภาษาต่างประเทศที่เราไม่ได้ใช้เวลาซื้อข้าวหรือเดินห้าง ฯลฯ ผมเลยเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำอย่างอื่น เช่น อ่านการ์ตูนทั้งวัน เล่นกีฬา หรือโดดเรียนไปเล่นดนตรีและกินเหล้าบ้านเพื่อน ผมมีโอกาสเรียนรู้สารพัดสิ่งที่สำคัญๆ จากในห้องเรียน ณ ช่วงเวลานั้นแต่กลับปล่อยทิ้งขว้างไปเสียเปล่าๆ หันไปเก็บความรู้นอกห้องเรียนแทนตั้งหลายปี กว่าจะจบออกมาก็เกรดเฉลี่ยน้อยนิดเหลือทน แถมความรู้ที่ติดตัวมาก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
จุดเริ่มเปลี่ยนมันเริ่มเมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัยครับ เมื่อวันหนึ่งได้ไปเจอเพื่อเก่าสมัย ม.ต้น ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านหมูกะทะ มันบอกผมว่า ...ดีนะ ได้เรียนหนังสือสูงๆ ดูตัวมันสิ ไม่ยอมเรียนต่อ ม.ปลายเพราะขี้เกียจเรียน อยากทำงาน แต่ทั้งวุฒิทั้งความรู้ที่มีเอาไปทำงานอะไรดีๆ ไม่ได้เลย...ผมเริ่มเห็นความสำคัญของการศึกษา ณ ตอนนั้นแค่ว่า ที่เรียนต่อมาจนถึงมหาวิทยาลัยนี้ได้ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีแล้วอย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราต้องไปทำงานเด็กเสิร์ฟหมูกะทะ...ตอนนั้นคิดแค่นั้นเองครับ
แต่หลายๆ สิ่งในตัวผมเปลี่ยนไปในช่วงเวลาที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย เพราะเริ่มรู้ว่าสาขาวิชาที่เรียนอยู่นั้นเมื่อจบออกมาจะต้องไปหางานทำแนวไหน และด้วยความที่ผมเรียนในสถาบันที่ชื่อไม่ดัง โอกาสแข่งขันในการหางานก็แย่กว่าคนที่จบมหาวิทยาลัยมีชื่ออยู่แล้ว (ดูแค่ปริญญาบัตรก่อนนะครับ ยังไม่ต้องมองถึงโอกาสทดลองฝีมือ) เพราะงั้นสิ่งที่ผมทำได้ก็คือ ต้องเพิ่มความสามารถตัวเองให้เยอะเข้าไว้ เพื่อที่มันจะได้เพิ่มช่องทางทำกินของผมเอง อย่างน้อยถ้าสมัครงานแข่งกับใครไม่ได้ ผมก็ยังมีทักษะพอที่จะสร้างกิจการเองหรือทำงานในสายอาชีพอื่นได้ (คือถ้าผมหางานทางคอมพิวเตอร์ไม่ได้ผมก็ยังทำอย่างอื่นได้บ้างนะ) ดังนั้นก็เลยพยายามเก็บประสบการณ์เยอะๆ ครับ ทั้งในห้องเรียนและทั้งเรื่องรอบๆ ตัว

งานที่เปลี่ยนชีวิต
สิ่งที่พิสูจน์ความพยายามนั้นก็คือ เมื่อจบปริญญาตรีมา ผมได้งานแรกเป็นโปรแกรมเมอร์ให้ศูนย์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย เนื่องจากได้รับโอกาสพิสูจน์ฝีมือจากอาจารย์ตอนช่วงปี 4 ให้ทำงานพัฒนา Web Application ให้หน่วยงานแห่งหนึ่งในจังหวัด ซึ่งความรู้ที่เอามาใช้ในการทำงานโปรเจ็คนั้น มาจากความรู้นอกห้องเรียน ร่วมกับความรู้ในห้องเรียนครับ (งานคือต้องพัฒนาเว็บโดยใช้ PHP&MySQL แต่ในหลักสูตรผมสมัยนั้นไม่มีสอนเขียนเว็บ ไม่มีสอนเขียน PHP และไม่มีสอนใช้ MySQL แต่ก็ได้เรียนหลักการของ Database System, DBMS ซึ่งเอามาใช้ได้ด้วย แต่ PHP&MySQL ผมต้องมาหัดเอาเอง) งานชิ้นนั้นทำให้ผมมีความมั่นใจเลยว่า ความเชื่อว่าการศึกษาสำคัญนั้น เป็นความจริงอย่างแน่แท้
ตั้งแต่นั้นมา ทุกเวลาสำหรับผมคือการศึกษาครับ ศึกษาเรียนรู้อะไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องในทางวิชาการเสมอไป ผมมีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้น เพราะการศึกษาทำให้ชีวิตผมมีคุณค่ามากขึ้นในสายตาตัวเอง
และมันยังพิสูจน์ได้อีกอย่างครับ ว่า คุณภาพของคนมันขึ้นอยู่กับการพัฒนาตนเอง ไม่ใช่ระบบการศึกษา

เข้าสู่วงการการศึกษา
เป็นโปรแกรมเมอร์ได้เกือบปี ผมก็ได้เปลี่ยนงานมาเป็นอาจารย์ครับ สอนหนังสือให้กับนักศึกษาในสาขาวิชาตัวเองและสอนวิชาพื้นฐานให้นักศึกษาในสาขาอื่นๆ มันทำให้ผมต้องพัฒนาตัวเองครั้งใหญ่อีกครั้ง ต้องไปเรียนต่อในระดับปริญญาโททั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยคิดจะเรียนแต่ก็ต้องเรียนตามข้อบังคับของอาจารย์ระดับอุดมศึกษา (ถึงตรงนี้ผู้ที่ประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ไม่ต้องใช้วุฒิระดับนี้อาจจะมองว่างานที่ตัวเองทำลำบากกว่าเยอะ ผมรู้ว่าการเรียนหนังสือนั้นหลายๆ คนไม่ชอบ ผมก็ไม่ชอบครับ แต่ก็ต้องทนลำบากเรียนให้จบเพราะมันสำคัญกับอาชีพของเรา เพราะงั้นนี่ก็คือความลำบากอย่างหนึ่งในการทำงานเหมือนกัน)
นอกจากจะเรียนไปเพื่อหน้าที่การงานของตัวเองแล้ว ความรู้ที่ได้มาจากการเรียนของผม มันสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมายเลยครับ แม้ว่าหากจะมองในเชิงรูปธรรมแล้วสิ่งที่ผมต้องการสำหรับตัวเองคือวุฒิการศึกษาที่จะเอาไปใช้ต่อสัญญาจ้างหรือปรับเงินเดือน แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความรู้ต่างๆ ที่ผมได้เรียนมา จะสามารถเอาไปใช้ถ่ายทอดให้กับนักศึกษาที่เรียนกับผม ให้พวกเขาได้รับความรู้ที่ครอบคลุมและลึกซึ้งกว่า อันจะเป็นประโยชน์กับตัวนักศึกษาเองในที่สุดครับ

การสอนหนังสือ
ผมแนะนำตัวเองว่าประกอบอาชีพอาจารย์ แต่เวลาแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษผมจะใช้คำว่า Instructor ซึ่งผมอยากจะใช้แทนคำว่า ผู้สอนหรือผู้แนะนำ
ผมไม่ได้เป็น Teacher หรือครู ซึ่งเป็นคำที่ควรเอาไว้ใช้สำหรับผู้ที่ควรเคารพนับถือ (ผมไม่ใช่บุคคลที่ควรเคารพนับถือเท่าไรนัก) และไม่อยากใช้คำว่า Lecturer เพราะสิ่งที่ผมอยากจะสอนคนอื่นได้ไม่ได้อยู่แค่การสอนในระบบหรือเป็นทางการ
สิ่งที่ผมอยากทำคือการเอาความรู้และประสบการณ์ที่ตัวเองมีและได้พบเจอ มาถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับฟังและเอาไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งอาจมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี สิ่งที่ดีผมอยากให้คนที่ผมสอนนำไปใช้ประโยชน์ สิ่งที่ไม่ดีผมก็อยากให้คนที่ผมสอนได้เห็นถึงผลกระทบของมันและไม่เอาเยี่ยงอย่าง เพราะฉะนั้นเวลาใครเรียกผมว่าอาจารย์ผมก็จะเฉยๆ เพราะมันเป็นอาชีพของผม (เหมือนเรียกคนซ่อมโทรทัศน์ว่าช่าง) แต่ถ้าใครเรียกผมว่าครูหรืออ้างว่าผมเป็นครู ผมจะรู้สึกแย่ และถ้าไม่จำเป็น ผมจะไม่เรียกตัวเองว่าอาจารย์ (ผมเคยต้องเรียกตัวเองแบบนั้นเวลาติดต่อกับหน่วยงานอื่นๆ ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมันกระดากปากสิ้นดี)
ส่วนงานที่ต้องทำนั้น หลายๆ คนที่ประกอบอาชีพอื่นๆ มักจะมองว่า เป็นอาจารย์สบาย แค่สอนหนังสือ สั่งงาน ตรวจการบ้าน ตรวจข้อสอบ มีปิดเทอม ประมาณนี้ ตัวงานที่ทำน่ะจริงครับยกเว้นปิดเทอมเพราะไม่มี แต่สบายมั้ยตอบได้ว่าไม่ครับ
สอนหนังสือนี่ก็ต้องใช้เสียงพูด ต้องออกท่าทางเสมอๆ ไม่งั้นคนฟังหลับ นอกจากจะต้องพูดในเรื่องที่กำลังให้ความสำคัญอยู่แล้ว ยังต้องคอยสอดส่องความสนใจในการเรียนของคนในห้องเรียนด้วย สอนเสร็จ 1 วิชา (ประมาณ 3-4 ชั่วโมง) หมดแรงเหมือนโดนดูดพลัง (อาจจะมีสบายบ้างในวันที่ให้งานทำในห้องหรือคุมสอบ) นี่ยังไม่นับตอนที่เตรียมสอนอีก ต้องทำสื่อ, ทำ Sheet อ่านทบทวนอีกหลายรอบกันพลาด
สั่งงานหรือสั่งการบ้าน ไม่ใช่ว่าจะนึกๆ แล้วก็สั่งออกมาครับ ต้องเตรียมหาข้อมูลพอสมควร ต้องคิดเผื่อด้วยว่ายากง่ายเกินไปไหม ปริมาณมากน้อยเกินไปหรือเปล่า แล้วนักศึกษาจะได้ประโยชน์อะไรจากงานหรือการสอบนั้นบ้าง อันนี้ก็ต้องทำใหม่เรื่อยๆ ใช้ของเก่าเดี๋ยวเนื้อหามันจะล้าสมัย บางทีเจอรุ่นพี่เอามาให้รุ่นน้องลอกอีก
ถ้าเป็นรายงานก็ต้องเอามาอ่านครับ สมมุติสั่งงานกลุ่ม 4 คน 1 เล่ม สอน 3 ห้องก็ได้รายงานมาอ่านเป็นสิบเล่มแล้ว ไม่ได้อ่านเฉยๆ ด้วย ต้องอ่านไปประเมินไปเพื่อจะให้มันออกมาเป็นคะแนน
ถ้าที่เล่ามานี้ยังถือว่ารับได้ ก็ยังมีงานอื่นๆ ให้ทำอีกครับ ทำงานสอนในสถาบันอุดมศึกษาต้องมีการทำวิจัย ในแต่ละปีก็มีการประเมินตัวชี้วัดจากหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมาย (เท่าที่ผมเห็นมาคนที่ประกอบอาชีพสอนหนังสือทุกคน รับได้กับการสอน แถมบางคนชอบสอนหนังสือมากๆ แต่ยังไม่เคยเห็นใครที่ชอบทำเอกสารประเมินสักคน ถ้าจะนับว่านี่เป็นสิ่งที่ลำบากที่สุดในอาชีพนี้ก็พอจะได้นะครับ)
ส่วนรูปแบบการสอนของผม เวลาสอนในห้องผมจะดูตาม Course Syllabus ว่าได้วางแผนไว้อย่างไร แล้วก็จะสอนตามเนื้อหาที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งอาจจะใช้เวลาไม่เต็ม (โดยเฉพาะวิชาบรรยาย เพราะผมเป็นคนพูดเร็ว เวลาพูดถึงสิ่งที่สนใจหรือตื่นเต้นมากๆ จะยิ่งเร็ว บางหัวข้อพูดจนจบใช้เวลาไม่ถึง 1 ชม.ต้องพูดซ้ำอีกรอบ) ถ้าเวลาเหลือผมก็จะทวนกันอีกรอบหรือไม่ก็ชวนคุยเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรืออาจจะให้งานนั่งทำในห้อง วันไหนใจดีก็ปล่อยก่อนเวลาแต่อาจจะมีงานฝากไปทำที่บ้าน ส่วนนอกเวลาสอนในคาบผมจะเผื่อไว้ให้นักศึกษาโปรเจ็คตลอด เพราะกะเวลาแน่นอนไม่ได้ว่านักศึกษาจะมาตอนไหนหรือจะคุยเสร็จตอนไหน ถ้าไม่มีธุระด่วนผมจะคุยจนรู้เรื่องทั้งสองฝ่าย แต่ถ้ามีงานต้องไปประชุมด่วนอะไรแนวนี้ผมก็จะรีบๆ เคลียร์แล้วนัดเวลากันใหม่
พอว่างจากอะไรต่างๆ พวกนี้แล้วค่อยทำงานอื่นต่อ มันก็เลยทำให้ผมเลิกงานเลทประจำ บางวันเที่ยงคืนหรือตีหนึ่งก็มี รปภ.ของมหาวิทยาลัยจะรู้ดีเพราะผมจะอยู่ยาวตลอด (แต่ผมชอบอยู่กลางคืนมากกว่านะ มันเงียบดี)
ส่วนถ้าเป็นนอกเวลางานแล้ว ผมมีเวลาให้เต็มที่กับนักศึกษาทุกคน บางทีก็จะมี Meeting เล็กๆ น้อยๆ กับพวกเด็กๆ ที่สนิทกัน มาคุยงานบ้าง ซึ่งพวกนี้จะรู้ว่าจะหาตัวผมได้ที่ไหน บางทีเด็กโปรเจ็คก็หอบงานมาคุย (ผมเคยตรวจเล่มโปรเจ็คนักศึกษาใต้แสงโคมไฟข้างทาง เพราะนักศึกษาขี่รถผ่านเห็นผมนั่งกินเบียร์รับลมอยู่กับเพื่อนเลยแวะเอางานให้ตรวจทันที) ส่วนใหญ่เนื้อหาที่คุยกันนอกเวลาจะเป็นเรื่องทั่วไป ซึ่งผมจะชอบเล่าประสบการณ์ของผมให้เด็กพวกนี้ฟัง เช่น เรื่องเกี่ยวกับอาชีพในสายวิชานี้ เรื่องเรียนต่อ เรื่องฝึกงาน เรื่องหางานทำ ฯลฯ หรือไม่ก็เล่าความรู้รอบตัวไปเลย (การสร้างปิรามิด, ประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น, ความเป็นมาของเหล้าและเบียร์, การเมืองไทย ฯลฯ)
ผมชอบเวลาคุยนอกรอบแบบนี้เป็นพิเศษ เพราะมันเหมือนการแลกเปลี่ยนกัน อยู่ในห้องนักศึกษาจะฟังเรา แต่อยู่นอกห้องเราจะผลัดกันฟัง บางทีนักศึกษาจะมีปัญหามาปรึกษาในเรื่องที่เขาพูดกับเราหรืออาจารย์คนอื่นๆ ในห้องเรียนไม่ได้ เช่น ปัญหาครอบครัว การปรับตัวในการเรียน หรือแม้กระทั่งเรื่องทะเลาะกับแฟน ซึ่งผมก็พอจะเอาประสบการณ์ของตัวเองมาแนะนำแนวทางได้ และผมเห็นว่ามันจะดีมากถ้าสิ่งที่ผมแนะนำไปมันเป็นประโยชน์กับเด็กพวกนี้
สิ่งที่นักศึกษาต้องการจากผมมีมาเรื่อยๆ และไม่จำกัดเวลา ผมเลยเปิด Facebook, Twitter, LINE และอื่นๆ ไว้ตลอดเพื่อรับคำปรึกษาในเวลาแปลกๆ เช่นกลางดึกหรือเช้ามืด ซึ่งผมก็ช่วยเหลือได้ตามสมควร (แต่บางทีหนักไป เช่นส่ง Facebook Chat มาถาม Code ตอน 6 โมงเช้า ผมก็ต้องขอเอาไว้ก่อนเหมือนกัน)

ผมพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่แค่ไหน
ตอบได้ชัดเจนครับว่าพอใจ และพอใจมาโดยตลอดตั้งแต่ทำงานมา
เงินเดือนก้อนแรกของผม 8,xxx พอเปลี่ยนงานตกมาเป็น 7,xxx จนวันนี้ 19,xxx ความรู้สึกพอใจนั้นไม่แตกต่างกันเลยครับ
ผมคิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้รับการปลูกฝังจากพ่อและแม่ให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ผมมีเงินเดือนน้อยผมก็ใช้ได้น้อย ผมมีเงินเดือนเยอะขึ้นผมก็ใช้เงินซื้อความสุขได้เยอะขึ้น ผมไม่เคยมีความรู้สึกว่ามันไม่พอ หรือมันน้อยเกินไป เพื่อนสนิทผมทำงานมีรายได้เดือนละหลายหมื่นแต่ผมก็ยังไม่รู้สึกทุกข์อะไรเวลาเปรียบเทียบกับมันเพราะเราทำงานคนละอย่างกัน สำหรับผมแล้วเงินมีเท่าไรก็เท่านั้นครับ ขึ้นเงินเดือนผมก็ดีใจ แต่ถึงไม่ขึ้นผมก็ไม่อะไรมากครับ (เท่าที่จำได้ผมไม่เคยบ่นเรื่องเงินเดือนเลยนะ)
บางคนมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การทำงานนั้นต้องได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่า ผมว่าผมก็ได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่ามาตลอดครับ ไม่เคยรู้สึกว่ามันน้อยเกินไปหรือมากเกินไป เพราะตั้งแต่เงินเดือน 7,xxx จนถึง 19,xxx ผมก็ตั้งใจทำงานในแบบของผมมาตลอด
ผมยังไม่มีบ้าน ไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกด้อยค่าอะไรถ้าเทียบกับคนอื่น ความสุขของผมอยู่กับอย่างอื่นมากกว่า ผมมีความสุขเวลาสอนหนังสือ สนุกเวลาคุยกับเด็กๆ ที่สอน อารมณ์ดีเวลาอ่านการ์ตูนหรือหนังสือที่ชอบ ตื่นเต้นเวลาดูข่าวเปิดตัวสินค้าไอทีใหม่ๆ สุขใจเวลาซื้อโมเดลมาสะสม สนุกเวลานอนเล่นเกมยามว่าง เฮฮาเวลาปาร์ตี้กับพี่น้องเพื่อนฝูง แค่นี้ผมว่ามันก็เพียงพอแล้วสำหรับผม เพราะงั้นผมเลยไม่ต้องเอาอะไรไปเปรียบเทียบกับใครครับ
มีเพื่อนๆ หลายคนชวนไปสอบเป็นข้าราชการ ผมไม่อยากไปเพราะเสียดายความรู้ที่เรียนมาจะไม่ได้เอาไปใช้ เพื่อนๆ ผมอยากเป็นข้าราชการเพราะต้องการความมั่นคง แต่ผมเชื่อว่าความมั่นคงสร้างเองได้ครับ ถ้าทำงานเต็มที่ ใส่ใจกับผลของงานให้มากที่สุด และพัฒนาคุณภาพงานเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ว่ามันน่าจะเป็นความมั่นคงในแบบของผมนะครับ
จนถึงวันนี้ ผมต้องมาฝ่าฟันเพื่อเอาปริญญาเอกอีกใบ มันก็คือความลำบากอีกอย่างหนึ่งของการทำงานแหละครับ แต่ผมคิดว่าผมพอรับไหวและยังสู้ได้เรื่อยๆ เพราะผมรู้ว่าผลตอบแทนที่ได้มันสำคัญมากมายเหลือเกิน
สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกผู้อ่านทุกท่าน (ที่ยังอ่านมาจนถึงตรงนี้) ว่า ความสุขในชีวิตมันขึ้นอยู่กับความพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ครับ อย่าไปเปรียบเทียบกับอะไร อย่าไปโทษอะไร เอาตัวเราเป็นจุดยืนเข้าไว้ แล้วทำในสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุดครับ

แล้วคุณพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่แค่ไหนครับ :)

180 | เราพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่แค่ไหน (1)

(เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.gotoknow.org/posts/548491 วันที่ 17 กันยายน 2556)

เมื่อวานได้อ่านกระทู้หนึ่งในพันทิป (http://pantip.com/topic/30980964) ซึ่ง จขกท.ได้เล่าถึงเรื่องของเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เคยเรียนมัธยมมาด้วยกัน แต่เรียนแย่มาก สอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน แถมเรียนไม่จบอีก แต่ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท 2 แห่ง เจ้าของโรงงานและคอนโดฯ อีกหลายๆ ที่ มีบ้านหรูหรา ขับรถสปอร์ต และมีแฟนหน้าตาดีเอามากๆ เรียกได้ว่าร่ำรวยและประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมากเลยทีเดียว
จขกท.เอามาเปรียบเทียบกับตัวเองที่สมัยเรียนก็เรียนได้อันดับต้นๆ ตลอด สอบติดมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง เรียนสูงถึงระดับปริญญาโทและทำงานในบริษัทที่รับเงินเดือน 40,000 กว่าบาท ซึ่งดูๆ แล้วสิ่งที่ จขกท.เชื่อมั่นคือการศึกษาจะนำไปสู่ความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ทำไมเพื่อนของเขาที่ต้นทุนชีวิตแย่มาตลอดถึงได้ร่ำรวยและดูจะมีอะไรเหนือกว่าเขาทุกอย่างถ้าเอามาเปรียบเทียบกัน
หลายๆ ความคิดเห็นที่ตอบๆ กันมาก็ดูจะปรามาส จขกท.ว่าเอาการศึกษามาเป็นตัวชี้วัดคนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะคนที่แม้จะไม่ได้เรียนหรือเรียนไม่สูงก็ยังสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน บ้างก็ว่าระบบการศึกษาไทยปัจจุบันไม่ได้สอนคนให้คิดสร้างหรือริเริ่มธุรกิจเอง สอนคนไปเพื่อไปเป็นลูกน้องลูกจ้างคนอื่น อะไรประมาณนี้
จากที่อ่านมาทั้งหมดแล้ว ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรหลายอย่างสะกิดใจ จนอยากจะเอามาระบายความคิดให้ผู้อ่านได้แลกเปลี่ยนกันครับ
(ผมไม่ได้ไปเสนอความคิดเห็นในกระทู้นั้นเพราะว่าส่วนใหญ่กระทู้พันทิปความคิดเห็นหลังๆ ไม่ค่อยมีคนอ่าน อีกอย่างคือไม่อยากเจอเกรียนครับ 555555)

ในแง่มุมเกี่ยวกับการศึกษา
ไม่ว่ายังไงผมก็ยังเห็นด้วยกับ จขกท.ว่า การศึกษามีความสำคัญครับ ในยุคสมัยนี้ต้องยอมรับว่าสังคมเรา ปริญญาและตัวเลขผลการเรียนจะถูกให้ความสำคัญมาก่อนอย่างอื่นอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นถ้าต้นทุนด้านการศึกษาคุณไม่ดี คุณอาจจะต้องเหนื่อยกว่าคนอื่นหน่อยละ ตรงนี้บางคนอาจจะแย้งว่า การศึกษาไม่ใช่คำตอบของการประสบความสำเร็จเสมอไป ผมก็ยอมรับว่าจริงบางส่วนครับ ลองมองย้อนไปถึงบรรพบุรุษของเรา...เอาแค่รุ่นพ่อแม่เราก็ได้ครับ เชื่อว่าครอบครัวส่วนใหญ่ (รวมถึงครอบครัวผม) พ่อแม่จะเรียนหนังสือมาน้อยหรือไม่ก็ยากจนมาก่อน แต่ที่ประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบันได้นั่นคือพวกท่านต้องใช้ความสามารถอย่างอื่นเป็นอย่างมากเพื่อที่จะมาทดแทนโอกาสที่ท่านเสียไปจากตรงนั้น เป็นความจริงใช่ไหมครับที่ทุกวันนี้พ่อแม่มักจะทำงานหนักเพื่อหาเงินส่งเสียให้ลูกได้เรียนดีๆ เรียนสูงๆ เพราะว่าท่านไม่อยากให้ลูกของท่านต้องลำบากเหมือนสมัยท่านนั่นแหละครับ เห็นได้ชัดเจนว่าคนที่เคยลำบากมาก่อนจะรู้ดีถึงความสำคัญของการศึกษา
กลับไปดูเพื่อนของ จขกท.สิ่งที่เขาเลือกจะมองเพื่อนก็คือสิ่งที่เพื่อนประสบความสำเร็จแล้ว มีบ้านมีรถมีนู่นนี่ๆ นั่นมากมาย แต่ถ้ามองย้อนไปว่ากว่าเพื่อนของ จขกท.จะมีทุกอย่างที่เห็นได้ เขาอาจจะลำบากยากเข็ญในการทำงานมามากกว่าตัว จขกท.เองก็ได้ (ถ้าเพื่อน จขกท.ไม่ได้บ้านรวยอยู่แล้วนะ) ผมเชื่อครับว่าสิ่งที่เพื่อน จขกท.มีทุกวันนี้ เป็นผลมาจากการทำงานหนักมาอย่างโชกโชน ผ่านความลำบากและล้มเหลวมาแล้วอย่างแน่นอนครับ
ยกตัวอย่างใกล้ตัว เพื่อนของผมคนหนึ่งในกลุ่มปาร์ตี้ด้วยกัน จบ ม.ปลายมาพร้อมกันแต่หมอนั่นไม่ยอมเรียนต่อ ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านขายโทรศัพท์มือถือในจังหวัดบ้านเกิด ขับรถยนต์มารับพวกผมไปเลี้ยงมื้อหรูประจำ ชีวิตตอนนี้ถือว่าสุขสบายครับ แต่กว่ามันจะมาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่สบายเลยครับ เพราะจบ ม.6 ไปหางานทำก็มีแต่งานที่รับวุฒิ ม.6 รายได้น้อยต้องเก็บหอมรอมริบมาตลอด พวกผมตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็แสนสบาย นัดกินนัดเที่ยวกันเรื่อย แต่เพื่อนคนนี้ไม่เคยมาร่วมเลยครับ เหตุผลในการใช้เงินของพวกเรากับของมันต่างกันลิบ พอทำงานเก็บเงินจนได้เงินก้อนแล้วก็เอาไปลงทุนทั้งที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์ ขาดทุนเจ๊งแล้วเจ๊งอีก เป็นหนี้มากมายจนกว่าจะจับทางได้ จนทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วถึงจะได้สบายสักทีครับ
ส่วนความคิดที่ว่า ระบบการศึกษาไทยสอนคนไปเป็นลูกจ้าง ไปเป็นลูกน้องเขา ไม่ได้สอนให้ริเริ่มทำอะไรเอง ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ไม่งั้นประเทศเราก็คงไม่มีคนไทยเป็นเจ้าของกิจการอะไรแล้วละ ความคิดแบบนี้ออกจะโทษระบบเกินไปหน่อย คือผู้เรียนนี่แหละครับเป็นตัวสำคัญ การเรียนในระบบจะได้อะไรไปมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนเป็นสำคัญครับว่าจะขวนขวายกอบโกยมากน้อยแค่ไหน ไม่ควรจะคิดในทางคาดหวังว่าการศึกษาจะให้อะไรเรา แต่อยากให้มองว่า เราจะได้อะไรจากการศึกษามากกว่า
ดังนั้นผมมองว่า ระบบเป็นเพียงแนวทาง แต่สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับไปจากการศึกษาในระบบนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เรียนเองครับ
ผมได้เห็นตัวอย่างมากมายจากเพื่อนรอบตัวและลูกศิษย์หลายๆ คน บางคนค้นพบแนวทางตั้งแต่ตอนเรียน และเขาจะพบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาไม่ใช่ปริญญาบัตรอีกต่อไป แต่เป็นความรู้หลากหลายที่เขาจะต้องกอบโกยไว้เพื่อที่จะเอาไปใช้ประโยชน์กับสิ่งที่เขาค้นพบได้หลังจากที่จบการศึกษาไปแล้ว ตัวอย่างเช่นนักศึกษาคนหนึ่งเรียนสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ และเขาพบว่าตัวเองสนใจการประกอบธุรกิจด้านไอที เขาเบนความสนใจไปในบางรายวิชาเป็นพิเศษ เช่น e-Commerce, เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น สุดท้ายเขาจบมาด้วยเกรดเฉลี่ยปานกลางและเปิดกิจการเป็นของตัวเองพร้อมกับขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นอาชีพเสริม การเป็นเจ้าของกิจการที่ว่านั้นไม่มีวิชาไหนในหลักสูตรที่สอนแต่เป็นสิ่งที่เขาหาแนวทางของเขาเจอ ส่วนวิชาอื่นๆ ที่เขาสนใจเป็นพิเศษนั้นสามารถเอามาใช้ในกิจการของเขาได้เป็นอย่างดี
(ตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ผมไม่ชอบเอามากๆ แต่กลับเผยแพร่กันอย่างมากมายในอินเตอร์เน็ต คือการหยิบเอา Bill Gates, Steve Jobs และ Mark Zuckerberg มายกตัวอย่างว่าเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยแต่ก็ประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐีพันล้านมีชื่อเสียงโด่งดังได้ มันไม่ได้หมายความว่าทั้งสามคนขี้เกียจเรียนจนไม่จบแต่ประสบความสำเร็จนะครับ)

ในแง่มุมเกี่ยวกับความสำเร็จ
ถ้าเราจะมองว่าความสำเร็จในชีวิตนั้นคือสิ่งที่ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเหนือกว่าหรือด้อยกว่า ผมว่ามันคงเป็นความคิดที่ไม่ดีนัก เพราะเราจะไม่มีความพอใจเลย ถ้าเราเหนือกว่าใครคนหนึ่งได้ เราก็จะมองคนที่เหนือกว่าเราและพยายามจะเหนือกว่าเขาให้ได้อีก นั่นหมายความว่าเราจะไม่มีวันพอใจกับสิ่งที่เรามี แต่ถ้าเราเลิกมองเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วหันมามองความพอใจที่มีเฉพาะตัวเองแล้ว เราจะรู้ครับว่า แค่ไหนคือน้อยไป แค่ไหนคือพอดี และแค่ไหนคือมากเกินไป ผมเคยเห็นบางคนที่มีหน้าที่การงานประจำ มีรายได้ดีและสม่ำเสมอ แต่ก็ยังอยากได้อยากมีเหมือนคนที่เหนือกว่าเขา ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขามีและเป็นอยู่ตอนนี้มันก็เพียงพอเหลือเกินแล้วกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ผลที่ได้คือชีวิตของเขาไม่มีความพอเลยครับ ไม่มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองมีเลยสักอย่าง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่ไปวันๆ กับสิ่งที่มีตอนนี้ก็พอแล้วนะครับ ต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้สิ่งที่เรามีนั้นมันยังคงอยู่ต่อไป ไม่เสื่อมสลายไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ส่วนมันจะงอกเงยได้หรือไม่นั้นผมอยากจะมองให้มันเป็นกำไรมากกว่าครับ ยกตัวอย่างว่า ถ้าคุณทำงานประจำของคุณซึ่งคุณทำมันได้ดีที่สุดแล้ว วันหนึ่งวันใดถ้ามีคนที่มีความสามารถเหนือกว่าคุณเข้ามาทำงานในองค์กรเดียวกัน นั่นหมายความว่าความมั่นคงของคุณอาจสั่นคลอนได้ถ้าคุณไม่รักษาความสามารถที่มีต่องานของคุณไว้หรือทำให้มันดีขึ้น ถ้าองค์กรเคยจ้างคุณด้วยเงินจำนวนหนึ่ง เขาอาจเอาเงินจำนวนนั้นไปจ้างคนที่เก่งกว่าคุณแทนก็ได้ แล้วความมั่นคงที่คุณมีอยู่ก็จะเปลี่ยนไปใช่ไหมครับ
อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเห็นความสำคัญของการพัฒนาตัวองก็คือ มันจะส่งผลให้งานที่คุณทำมีคุณค่ามากขึ้น แม้คุณจะไม่ได้อะไรกลับมาเลยก็ตามแต่สิ่งที่คุณสร้างจะก่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้นกับสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอนครับ
ยกตัวอย่างเช่น สมมุติผมสอนหนังสือในวิชาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ผมสามารถทำสื่อการสอนที่มีเนื้อหาครอบคลุมตามเกณฑ์มาตรฐาน (เช่น ประเภทของคอมพิวเตอร์มีดังนี้ Mainframe Computer, Super Computer, Personal Computer บลาๆๆ) และใช้สื่อนั้นสอนไปได้เรื่อยๆ กี่ปีก็ตาม หรือจนกว่าจะมีการปรับปรุงมาตรฐานหลักสูตรใหม่นั่นแหละ ซึ่งผมก็สามารถสอนแบบนั้นได้แบบสบายๆ ไปได้เรื่อยๆ ใช่ไหมครับ
แต่ถ้าเราลองศึกษาข่าวสารในวงการไอทีอยู่เป็นประจำ เราอาจจะพบว่ามันมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นซึ่งสามารถเอามาสอนหรือปรับปรุงเนื้อหาเพิ่มเติมได้ (เมื่อก่อนเรานับ PDA เป็นคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่ง ตอนนี้ก็คงต้องนับ Smartphone, Tablet หรือแม้แต่ Wearable Device อย่าง Google Glass, Samsung Galaxy Gear เข้าไปด้วย) ดังนั้นผมก็จะต้องมีงานเพิ่มขึ้นในแต่ละเทอมเพื่อที่จะปรับปรุง Slide, ปรับปรุง Sheet, Quiz และข้อสอบ ซึ่งถ้าผมไม่ทำจะเป็นไรมั้ย ก็ไม่เป็นนี่ครับ เงินเดือนก็เท่าเดิม อะไรๆ ก็เหมือนเดิมแต่เหนื่อยเพิ่มขึ้น แต่มันเป็นสิ่งที่ควรทำครับ เพราะนักศึกษาที่เราสอนจะได้รับความรู้ใหม่ๆ จากเรา ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวพวกเขาเองในอนาคต ผลตอบแทนที่ผมได้นั้นไม่มี แต่สำหรับนักศึกษาแล้วเขาได้เต็มๆ ครับ
สำหรับบางท่านที่ไม่ได้ทำงานด้านการสอน ตัวอย่างนี้อาจจะดูไกลไปนิด เคยได้ยินคำพูดประมาณนี้ไหมครับ ประเภทที่ว่า...ทำงานเป็นลูกจ้างเขา ขยันไปก็ไม่ได้อะไร คนที่ได้ประโยชน์ก็คือนายทุนหรือเจ้าของกิจการทั้งนั้น...
ลองคิดดูครับ โฆษณาประกันชีวิตมีเรื่องราวของผู้คนหลากหลายที่ต้องต่อสู้กับชะตากรรมในชีวิตของเขา เวลาเราดูทางโทรทัศน์แล้วต้องน้ำตาคลอ ได้รับแรงบันดาลใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป มันอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าผู้สร้างเลือกที่จะทำงานแค่พอตัว เช่น ทำโฆษณาที่พูดออกมาตรงๆ ไม่เคลมมีคืน ฯลฯ อะไรประมาณนั้น ซึ่งถามว่าชัดเจนไหม ชัดเจนครับ บริษัทประกันได้โฆษณาที่ตอบโจทย์ไหม ก็ได้ครับ แต่คนที่ดูโฆษณากลับได้อะไรมากกว่านั้น นี่คือคุณค่าที่มองไม่เห็นแต่คุณจะสัมผัสได้ครับ
บทความนี้เอาแค่นี้ก่อน ตอนต่อไปจะเล่าเรื่องตัวเองบ้างครับ โปรดติดตามอ่านและติชมเสนอแนะ :)