หน้าเว็บ

02 มีนาคม 2552

057 | ภาณยักษ์

เมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.) ไปลองของแปลกมาครับ
คือได้ใบปลิวงานสวดภาณยักษ์ของวัดหนึ่งแถวเขาขาด มาเสียบไว้ที่รถมอเตอร์ไซค์เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
ด้วยความอยากรู้ก็เลยตั้งใจว่าจะไปดู เพราะผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ไอ้ที่เรียกว่าสวดภาณยักษ์นี่มันเป็นอย่างไร (เคยเห็นในหนังเรื่องจอมขวังเวทย์แค่นั้นเองแหละ)

ทีนี้พอจะไำปเข้าจริงๆ ผมชักไม่แน่ใจครับ เลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ตดูเพื่อเตรียมความพร้อม ก็ไปเจอรายละเอียดเยอะแยะพอสมควร ขอตัดมาเอาแค่พอเข้าใจนะครับ อยากอ่านแบบละเอียดก็ติดตามที่ Link เอาละกัน

การสวดภาณยักษ์
(ตัดเนื้อหาบางส่วนจากเว็บ http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=15015)

ความหมาย
คำว่า “ภาณ” ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า การบอก การกล่าว การสวด

ดังนั้นเราใช้ว่า “สวดภาณ” จึงเป็นการซ้อนคำ ซ้ำความหมาย
บางทีเรียกว่า “สวดภาณยักษ์”

ประวัติความเป็นมา
การสวดภาณยักษ์ได้เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย
เข้าใจว่าตั้งแต่ครั้งสมัยของพ่อขุนรามคำแหง
ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพระสงฆ์ทางลังกาสายเถรวาท
โดยเริ่มเข้ามาทางด้านจังหวัดนครศรีธรรมราช
จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
เสด็จนครศรีธรรมราชจึงได้นำมาจัดเป็นพิธีประจำปี สำหรับพระนคร
เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พระนคร และแก่พระเจ้าแผ่นดิน

รูปแบบ
เมื่อเริ่มพิธีกรรม
จะมีพระสงฆ์ที่ยกย่องกันว่าเชี่ยวชาญเชิงอาคมและขมังเวทย์จำนวนสี่รูป
นั่งบนอาสนะประจำทิศทั้งสี่ อีกสี่รูป รวมกันอยู่ด้านหน้าพิธี
ท่องบทสวดและผสมเสียงใส่กัน ฟังคล้ายเสียงประกอบหนังสยองขวัญ
ลี้ลับดุดันน่าขนลุก และออกจะน่ากลัวสำหรับคนจิตอ่อน

หลังการสวดดำเนินไปสักพักก็ถึงช่วงสำคัญ
พระสงฆ์ที่นั่งประจำทิศทั้งสี่เริ่มประพรมน้ำมนต์
ผู้ร่วมพิธีบางคน (ที่เชื่อว่ามีสิ่งของไม่ดีอยู่ในตัว)
จะออกอาการแปลกๆ บางคนร้องไห้โฮ บ้างสั่นเหมือนเจ้าเข้า
และผู้หญิงบางคนก็ออกท่าทางร่ายรำ
และคนเหล่านี้ก็จะได้รับการช่วยเหลือจากหมู่พระสงฆ์เหล่านั้นให้คืนสู่สภาพปกติ

เบื้องหลัง
แต่ในปัจจุบัน
การสวดภาณยักษ์ได้กลายเป็นพุทธพาณิชย์เชิงธุรกิจแล้ว
มีนายหน้ามาขอเช่าสถานที่ของวัด
จัดพิธีสวดฯ กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
มีหน้าม้า ค้าวัตถุมงคล ผ้ายันต์ สารพัด
ซึ่งเป็นธุรกิจที่หากินกับความศรัทธาของชาวพุทธ
ที่ยังไม่เข้าใจถึงพระธรรมคำสอน
ของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

อ่านถึงช่วงท้ายๆ ของบทความก็ชักจะมองเห็นภาพแล้วละครับว่าไปแล้วจะเจออะไร ผมก็เลยไปแบบไม่ค่อยซีเรียสอะไรมากนัก แล้วก็เตรียมกล้องติดไปด้วย (O2 Zinc ตัวเดิมแหละ)

ตอนแรกพอไปถึงที่วัด เขาให้ผมเอารถมอเตอร์ไซค์ไปจอดในที่ๆ เขาเอาไว้ให้จอด เขาบอกว่า เดี๋ยวพอเริ่มสวด จะเอาสายสิณจน์มาคล้องที่รถด้วย ..ก็ว่ากันไปครับ



ซุ้มหน้าศาลา

บริเวณหน้าศาลาที่จะขึ้นไปฟังสวดก็มีซุ้มให้บูชาเทพเยอะแยะครับ ทั้งพระราหู (เสียตัง 39 บาท) พระพรหม (ตามศรัทธา) และอื่นๆ ..ผมไม่เสียตังครับ ยืนดูดีกว่า

พอขึ้นไปบนศาลาก็จะพบกับด้ายสายสิญจน์โยงเป็นตารางๆ เต็มไปหมดเลยครับ ระหว่างรอเวลาก็มีการถวายสังฆทาน / ทำบุญพระประจำวันเกิด / ทำบุญ ฯลฯ ตามปกติทั่วๆ ไปครับ จนกระทั่งได้เวลาจะเริ่มพิธี พระก็จะบอกให้คนที่จะเข้าพิธี ไปรับขันใส่ของที่จะใช้ทำพิธี แล้วเข้ามานั่งที่เดิม ผมก็ไปครับ..

ตรงนี้หมายถึงค่าพิธี ในใบปลิวบอกไว้ว่าคนละ 99 บาท แต่เอาเข้าจริงให้ไป 100 นึง ไม่ทอนครับ
ขันที่ได้มาก็มีหน้าตาดังนี้ครับ



จริงๆ แล้วจะมีใบโพธิ์เงินโพธิ์ทองอีกอย่างละอัน เขาให้เอาไปเสียบแบงค์ แล้วก็เอาไปปักไว้ที่ซุ้มข้างนอกเพื่อไหว้พระอะไรซักอย่างนี่แหละครับ ตรงนี้ผมก็ปักไม้เปล่าไปเฉยๆ (แล้วก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อย Happy แล้ว)



นี่คือข้างใน Package ที่ได้มา มีอะไรบ้างก็ดูเอาตามนี้ครับ จากซ้ายไปขวา

1. พระพิคเนศวร ให้มาเฉยๆ ครับ
2. ถุงใส่ด้ายสายสิญจน์ กับของ 4 อย่างคือ ข้าวสาร, ข้าวเปลือก, ถั่วเขียว และทราย
3. ยันต์รูปท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวเวสสุวรรณคือใครไปอ่านใน Link เอาครับ)
4. ยันต์เกราะเพชร

ของเหล่านี้เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระจะให้เอากลับไปที่บ้าน ยกเว้นขันพลาสติกที่ต้องคืนครับ


พระก็จะให้เราเอาสายสิญจน์ในถุง มัดกับผ้ายันต์รูปยักษ์ แล้วเอาไปแขวนไว้กับสายสิญจน์ด้านบนครับ
ส่วนปลายอีกด้าน เอามาพันกับผ้ายันต์เกราะเพชร แล้วเอามาพันบนหัวครับ



ผมก็นึกว่าจะเริ่มพิธีแล้ว .. แต่ยังหรอกครับ ผมต้องรอไปอีกประมาณเกือบ 30 นาที เพราะทางวัดมีเทียนปลุกเสกมาให้บูชาอีกครับ คู่ละ 99 บาท สรรพคุณก็ ฯลฯ ดีทุกอย่าง เขาจะให้คนบูชาเทียนที่ว่านี้ไป แล้วก็เอาำไปจุดต่อจากเทียนเริ่มพิธีของพระครับ (เทียนพิธีนี้จะหน้าตาเหมือนกับเทียนที่ใช้ในพิธีปลุกเสกจตุคามฯ) ผมนั่งฟังทางวัดพรีเซนต์คุณค่าของเทียนที่ว่านี้เหมือนกับดูรายการ Quantum Television ยังไงยังงั้น



หน้าตาของเทียนวิเศษที่ว่า (มีคนนั่งหน้าผมไปเสียตังบูชามา)



จำนวนคร่าวๆ ของบรรดาผู้ศรัทธาที่บูชาเทียนวิเศษไปครอบครอง

ระหว่างรอผมลงไปดูที่รถ อ๊ะมีคนเอาสายสิญจน์มาพันไว้จริงๆ ด้วย



รถคันนี้มีของดี เพราะเจิม (ท้ายรถคนอื่น) มา 3-4 รอบแล้ว

...ขายเทียนเสร็จก็เริ่มสวดได้ซักทีครับ สวดรอบแรกใช้เวลาประมาณ 20 นาที บทสวดที่พระสวดในรอบแรกนั้นก็เป็นพวกบทสวดทั่วๆ ไปที่เราสวดกันจากหนังสือคู่มือสวดมนต์ทั้งหลายนั่นเองครับ (สำหรับใครที่เคยไปเข้าค่ายธรรมะที่วัดคีรีวงษ์ก็คงนึกออก มันคือบทสวดยาวๆ ที่เราสวดกันตอนทำวัตรเช้า-วัตรเย็นนั่นเองครับ)

ผมนั่งงงอยู่นานว่านี่หรือคือสวดภาณยักษ์ ..มันก็สวดธรรมดาๆ นี่เอง ท่องทำนองก็เรียบราบไม่เห็นเหมือนที่ในเว็บเขาว่าเลย จนสวดเสร็จนั่นแหละครับพระถึงเฉลยว่า ที่สวดไปนั้นเป็นการสวดเพื่อให้คุ้มครองเราจากภัยอันตรายต่างๆ โดยอาศัยยันต์เกราะเพชรที่พันอยู่บนหัวเราครับ ..สรุปคือยังไม่ได้สวดภาณยักษ์ของจริงนั่นแหละ แล้วพระก็จะให้เราพักไปเข้าห้องน้ำ ทานขนม แล้วค่อยขึ้นมาต่อครับ

(จุดสังเกตที่ใครๆ ก็สนใจคือบรรดาคนมีของทั้งหลาย ผมเห็นอยู่ 2-3 คนมีอาการของขึ้นขณะที่พระสวดในรอบแรก ...แต่บทที่พระสวดนี่มันทั่วไปมากเลยนะครับ คือเราก็สามารถสวดเองได้จากหนังสือสวดมนต์ทั่วไป ผมสงสัยว่าคนเหล่านี้จะมีอาการของขึ้นหรือเปล่าเวลาไปทำบุญที่วัดในวันพระ หรือเวลาที่สวดมนต์ไหว้พระอยู่กับบ้าน ...อืมมมมันยังไงกันเนี่ย)

ระหว่างช่วงพัก พระท่านก็จะเทศนาเกี่ยวกับการสวดภาณยักษ์ ซึ่งตรงนี้ต้องมีกัณฑ์เทศน์ด้วยครับ แล้วแต่ศรัทธา -- แต่ถ้าศรัทธา 100 บาทจะได้รับของ 3 อย่าง (ลูกประคำ, สีผึ้ง และพระเครื่อง) สำหรับสีผึ้งนี้มีทีเด็ดครับ ผมได้ยินกับหูเลยเพราะพระท่านบอกเองว่า เวลาเราไปเล่นไพ่ ถ้าอยากกินเงินเขาให้ใช้สีผึ้งนี้ด้วยจะได้เงินแน่นอน ...

ขันกัณฑ์เทศน์เต็มแล้วก็มาเริ่มสวดภาณยักษ์เสียทีครับ คราวนี้ยอมรับเลยว่าตื่นเต้นมาก ของแปลกแต่จริงครับ เสียงสวดของพระนั้นฟังดูน่ากลัวมากๆ ทั้งดุดัน โหยหวน คำราม แล้วก็มีทำนองสูงต่ำแบบแปลกๆ เชื่อแล้วครับว่าคนจิตอ่อนไปฟังก็เหวอได้ง่ายๆ เลย ตอนเริ่มสวดจะมีกาีรจุดประทัดที่ด้านนอกด้วย เลยทำให้ดูน่ากลัว กดดันไปเยอะทีเดียว

ช่วงนี้เองที่หลายๆ คนเริ่มอยู่ไม่สุขแล้วครับ เพราะมีคนที่ออกอาการของขึ้นอยู่หลายคนเลย ก็เลยกลายเป็นที่สนใจจากคนอื่นๆ รวมทั้งผมที่ต้องชะเง้อคอดูรอบๆ ตัวด้วยความตื่นเต้น มีทั้งคนที่ออกท่าทางเป็นลิงเป็นเสือ กางแขนออกรำ แล้วก็มีคนที่ร้องไห้ ร้องกรี๊ดดังลั่นด้วย



จะเห็นชายในกลางภาพกำลังนั่งชันเข่าอยู่ พร้อมทั้งออกอาการสั่นไปทั้งตัวด้วย

ช่วงท้ายผมแทบไม่ได้ถ่ายรูปเลย เพราะมัวแต่ดูคนของขึ้นรอบๆ ตัว ซึ่งก็ตื่นเต้นมากครับ บทสวดภาณยักษ์นี้ใช้เวลาประมาณเกือบ 20 นาที พอสวดเสร็จก็จะมีการครอบครูโดยพระ 2 รูป ซึ่งแล้วแต่ศรัทธาครับ



ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับสวดภาณยักษ์ยังไง

ต้องยอมรับว่า ในขั้นตอนการสวดภาณยักษ์นั้นเป็นอะไรที่ประทับใจมาก เพราะมันแปลกแบบสุดๆ เนื้อหาและท่วงทำนองการสวดของพระนั้น น่าสนใจกว่าพวกของขึ้นเสียอีก ถ้าใครที่ไม่เคยเห็นของจริง มีเวลาก็น่าไปดูนะครับ ไม่ต้องถึงกับไปเข้าพิธีให้เสียตังก็ได้ สาเหตุที่ผมไปก็เพราะอยากรู้อยากเห็นนี่แหละครับ และด้วยเพราะความไม่รู้ไม่เคย ก็เลยทำให้เสียตังไปพอสมควรอยู่ ..สรุปแล้ว ทำแล้วจะดีหรือไม่ดี ชาวพุทธอย่างเราใช้สติพิจารณาก่อนจะดีที่สุดครับ



ของแถม (ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้อ่าน)
หลังจากออกมาจากวัด แวะทานข้าวมีคนขายล็อตเตอรีมาชวนซื้อก็ไม่ซื้อ (ปกติก็ไม่เคยซื้อ) วันนี้หวยออกเลขท้ายสองตัวเป็นป้ายทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ผม แม่บอกเห็นมั้ยเอารถไปฟังสวดแล้วออกเลขรถเลย ฮากันทั้งบ้าน 55555+
แสดงความคิดเห็น