หน้าเว็บ

14 กันยายน 2556

179 | คุยกันเรื่อง Ontology

(เผยแพร่ครั้งแรกใน http://www.gotoknow.org/posts/548199/ วันที่ 14 กันยายน 2556)

หลังจากห่างหายไปกว่า 5 ปี อจ.โอม ก็ชวนกลับมาเขียนกันอีกครั้ง ผมเลยมานั่งนึกว่าจะเขียนเรื่องอะไรดีที่พอจะมีประโยชน์กับตัวเอง+ผู้อ่านบ้าง นึกไปนึกมาก็เลยเลือกเอาเรื่องที่กำลังศึกษาอยู่ตอนนี้มาเล่าให้ฟังครับ นั่นก็คือเรื่องของ Ontology (ออนโทโลยี) นั่นเองครับ ซึ่งสิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นสำนวนและการเรียบเรียงของผมเองเพื่อความเข้าใจง่ายๆ อาจไม่ถูกต้องตาม References เป๊ะๆ นะครับ ถือว่าอ่านเพลินๆ ละกัน :)
------------------
เกี่ยวกับ (About Ontology)
Ontology ในทางวงการคอมพิวเตอร์แล้ว มันก็คือ นิยามของอะไรสักอย่างที่เราสนใจซึ่งเป็นความจริงเสมอและไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าเราพูดถึงคน เราจะมองเห็นว่านิยามของคนเนี่ยมีอะไรเป็นส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องบ้าง เช่น คนมีแขนสองข้าง, มีขาสองข้าง, มีตาสองดวง, มีเพศชายและหญิง, มีสีผิวขาว เหลือง หรือดำ, มีผมตรง หยิก หรือหยักศก, มีอายุ, มีความสัมพันธ์ในลักษณะของครอบครัว ฯลฯ อะไรต่างๆ เหล่านี้ที่เรานึกออก มันเป็นความจริงเสมอใช่ไหมครับ (ไม่มีคนในประเทศไหนหรือเชื้อชาติใดที่เกิดมามีแขนข้างเดียวทุกคน หรือเกิดมาโดยไม่มีครอบครัวกันทุกคนหรอกเนอะ) ความจริงตรงนี้แหละครับคือความรู้ (Knowledge) ที่เราเอามาออกแบบให้มันเกิดเป็นโครงสร้างที่คอมพิวเตอร์สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจได้ โดยประโยชน์หลักๆ ของ Ontology ก็คือ เอาไปใช้ในงานทางด้าน Semantics เช่น การสืบค้นในเว็บสื่อความหมาย เป็นต้น

การสร้างและออกแบบ (Ontology Development & Design)
โดยทั่วไปเรามักจะเห็นการออกแบบ Ontology อยู่ในรูปแบบของกราฟ เพราะว่ามันดูแล้วเข้าใจง่ายใช่ไหมครับ จริงๆ แล้ว Ontology มันมีรูปแบบเป็นลำดับชั้นที่แตกแขนงความสัมพันธ์ออกมาในลักษณะของ Class และ Subclass อย่างเช่นรูปตัวอย่างข้างล่าง

ตัวอย่าง Ontology
(Z. Yuanfeng and Z. Liang. Curriculum knowledge organization and representation based on ontology. Electrical and Control Engineering (ICECE), 2011 International Conference on, 16-18 Sept. 2011, pp.6465 - 6468)
ซึ่งเวลาเราสร้างหรือออกแบบ Ontology เนี่ย มันจะมี Tools หลายๆ ตัวที่เอามาออกแบบและสร้างได้อย่างง่ายดายในรูปแบบ GUI เช่น Tools ที่ผมชอบและใช้มาตลอดก็คือ Protégé หรืออีกตัวหนึ่งที่ NECTEC ชอบใช้ก็คือ Hozo ซึ่งเวลาเราออกแบบเสร็จแล้วมันจะสร้างไฟล์ออกมาในรูปแบบของ OWL ครับ (ซึ่งโครงสร้างภาษาเป็นแบบ XML) ตัวอย่างของ OWL ก็อย่างเช่น


การสืบค้น (Query)
พูดถึงการสืบค้น ในการสืบค้นข้อมูลจาก Ontology ซึ่งถ้าเราเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล มันจะมีตารางเป็นโครงสร้าง และมีข้อมูลจัดเก็บในตารางใช่ไหมครับ สำหรับ Ontology เรามีโครงสร้างในรูปแบบ Class และมีข้อมูลที่เรียกกันว่า Instance (หรือบางแหล่งเรียกว่า Individual) ที่จัดเก็บโดยอ้างอิงกับโครงสร้าง Class เช่นกัน เช่น Class ชื่อ Father (คุณพ่อ) ก็จะมี Instances ประกอบด้วย นาย ก. นาย ข. ฯลฯ เป็นต้น
ถ้าระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (DBMS) ใช้ภาษา SQL ในการสร้างคำสั่งสืบค้นข้อมูลจากตาราง Ontology ก็มีภาษาสืบค้นเหมือนกันครับ นั่นคือ SPARQL (สปาร์เคิล) ซึ่งมีรูปแบบภาษาคล้ายๆ กับ SQL นี่แหละครับ รูปแบบของ SPARQL ก็อย่างเช่นตัวอย่างด้านล่าง

SELECT ?name ?age
WHERE
{
Person:hasName ?name;
Person:hasAge ?age;
}
ORDER BY ?name LIMIT 3

อธิบายคำสั่งข้างบนคร่าวๆ คือ ต้องการเลือกข้อมูลชื่อ และอายุของคนใดๆ จาก Ontology ชื่อ Person โดยเลือกเอาจาก Class ที่มี Object Properties คือ hasName (มีชื่อ) และ hasAge (มีอายุ) โดยที่ ?name และ ?age ก็เปรียบเสมือนตัวแปรที่เราสร้างมารองรับผลลัพธ์นั่นเอง โดยต้องการให้ผลลัพธ์เรียงลำดับตามชื่อ และเอาแค่ 3 Records เท่านั้น เห็นไหมครับว่าคล้ายกับภาษา SQL มากอยู่พอสมควรเลย

การอนุมาน (Inference)
ความน่าสนใจอีกอย่างของ Ontology ก็คือ เราสามารถใช้การอนุมาน (Inference) ผ่านกฏที่เราสร้างขึ้น เพื่อให้ Ontology ที่ออกแบบและสร้างไว้แล้ว สามารถเรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ ได้เสมอผ่านกฏของเรา ภาษากฏที่ใช้กับ Ontology ชื่อว่า SWRL (ไม่รู้อ่านว่าอะไร 55555) โดยใช้ร่วมกับ Rule Engine เพื่อการอนุมานกฏ ซึ่งตัวที่นิยมใช้กันเยอะๆ ก็คือ JESS ครับ
ภาษา SWRL มีรูปแบบของภาษาดังตัวอย่างนี้ครับ

Person(?x) ^ hasFather(?x, ?y) ^ hasBrother(?y, ?z) -> hasUncle(?x, ?z)

อธิบายคำสั่งข้างบนก็คือ ?x เป็นคน (Class Person) ?x มีพ่อ (Object Property hasFather) คือ ?y และ ?y มีพี่ชาย (Object Property hasBrother) คือ ?z ดังนั้น ?x จะมี ?z เป็นลุงนั่นเอง (Object Property hasUncle)

การสร้างกฏและอนุมานกฏนี้มีประโยชน์มากครับ เพราะเราสามารถให้ความรู้ใหม่ๆ กับ Ontology ที่เราสร้างขึ้นได้เรื่อยๆ เช่น เราสร้าง Ontology เกี่ยวกับคน ซึ่งมีการกำหนดความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวไว้บ้างแล้ว เช่น ความเป็นพ่อ, แม่, พี่น้อง, สามีภรรยา เราก็สามารถสร้างกฏเกี่ยวกับความเป็นลุง, ป้า, ปู่, ย่า, ตา, ยาย ฯลฯ ให้ Ontology สามารถอนุมานความสัมพันธ์เพิ่มเติมตามกฏได้
และหากในอนาคตเกิดเราต้องการความสัมพันธ์ของคนในรูปแบบ พี่เขย หรือพี่สะใภ้ เพิ่มเติมขึ้นมา เราไม่จำเป็นต้องไปแก้ไข Ontology หรือออกแบบใหม่ให้วุ่นวายครับ แค่เขียนกฏความเป็นพี่เขยและกฏของความเป็นพี่สะไภ้ขึ้นมา แล้วทำการอนุมานได้เลย แค่นี้ก็เรียบร้อย สะดวกดีไหมครับ :)
ดังนั้นถ้าเราออกแบบดีๆ และสร้างกฏที่ค่อนข้างครอบคลุมแล้ว Ontology เราสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายและ (แทบจะ) ไม่ล้าสมัยแน่นอนครับ
------------------
ที่เล่ามาเหล่านี้ทั้งหมดก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับ Ontology ที่ผมกำลังสนใจอยู่ตอนนี้ครับ หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างสำหรับคนที่สนใจศึกษาหรือต้องการทำวิจัยเกี่ยวกับ Ontology หรือไม่ก็ถือว่าเอาความรู้มาแลกเปลี่ยนกันครับ ทั้งนี้หากผู้อ่านมีข้อเสนอหรือข้อชี้แนะใดๆ ผมยินดีรับฟังและแก้ไขด้วยความขอบคุณยิ่งครับ
ถ้ามีโอกาสคราวหน้าจะมาเล่าถึงงานวิจัยที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ (Ontology Mapping) แล้วพบกันใหม่ครับ :)

21 สิงหาคม 2556

178 | Life with Nintendo 3DS

เป็นเวลากว่า 5 เดือนแล้วครับที่ผมใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องเล่นเกมพกพาที่ชื่อว่า Nintendo 3DS

มันเริ่มจากการจะหาอะไรทำในช่วงระหว่างพักรักษาตัวหลังจากขาหักไปไหนมาไหนไม่ได้หลายเดือน ผมเลยตัดสินใจว่า ซื้อเกมมาเล่นดีกว่า


ทำไมต้อง 3DS
...ในความเป็นจริงคือเพิ่งซื้อ PSP มาเล่นไม่กี่วันก่อนโดนรถชน แต่ไปๆ มาๆ ก็เล่นจนเบื่อ ตอนแรกก็คิดว่าเกมใน PSP นี่แหละที่เราต้องการ แต่พอนึกถึงที่เคยปรึกษา อ.แมนไว้ว่าจะซื้อเครื่องเกมอันไหนมาเล่นดี อ.แมนแนะนำว่า 3DS นี่แหละเวิร์คสุดแล้ว เกมสนุกกว่า PSP ณ ตอนนั้นยังแอบเถียงในใจว่า เกมป๊อกแป๊กเนี่ยนะ (เคยยืมแกเล่นตอนสมัย DS) มันไม่ช่ายยยยยย เราต้องการเกม Action เลือดสาดกระหน่ำจอยแบบ God of War, Dante's Inferno รึอะไรพวกนี้เว้ยยยย !!!

ซึ่งสุดท้ายแล้วพอได้เล่นมันจริงๆ มันก็สนุกอะนะครับ แต่ว่ามันไม่นานอะ คือเล่นจบไปแล้วก็ไม่มีความรู้สึกอยากเอากลับมาเล่นใหม่อีก สรุปว่าเล่น PSP ไปได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งก็วาง แล้วก็วางยาวเลย

แล้วก็ตัดสินใจซื้อ 3DS มาเล่น ด้วยความรู้สึกอย่างเดียวเลยคือ "อยากรู้ว่าเกมใน 3DS มันจะแตกต่างจาก PSP ซักแค่ไหน"


หลังจากได้มาครอบครอง
ซื้อมาแล้วก็ไม่มีเกมเล่นครับ คือเพิ่งมารู้หลังจากซื้อแล้วว่ามันเล่นเกม Cracked ไม่ได้ ถึงแม้ตอนแรกจะสั่งตลับ R4 มาด้วย แต่มันก็เป็นเกมของ DS ซึ่งพอเอามาเล่นใน 3DS แล้วมันตลกมากๆๆๆ คือ เครื่องสเปกเท่านี้ แต่เอาเกมจากเครื่องสเปกเก่ากว่ามาเล่น มันดูย้อนแยงยังไงบอกไม่ถูก ช่วงแรกๆ ก็เล่น R4 อยู่พักหนึ่งครับ แต่พอ 3DS อัพเดท Firmware ใหม่ปุ๊ป อัพทันทีเลยครับ แล้วก็เอา R4 เก็บไว้ดูเป็นบทเรียนว่า มันยังไม่ใช่คำตอบที่เราต้องการสำหรับเหตุผลที่เราซื้อ 3DS มาเล่น

พอไม่มี R4 ก็เหลือเกมๆ เดียวในเครื่องครับ ก็คือ Mario Kart 7 ซึ่งมัน Pre-Installed มาในเครื่องแล้ว ผมก็เล่นๆ มันไปก่อนครับ จริงๆ คือเกมมันสนุกมากๆ เลยนะ แล้วก็เป็นเกมที่ทำให้เราได้เห็น Features ของ 3DS เกือบหมดเลย ทั้ง 3D Display, StreetPass, SpotPass อะไรพวกนี้ แต่ยิ่งนานวันก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ครับว่า นอกจากเกมแข่งรถมาริโอ้อันนี้แล้ว เกมอื่นๆ ของ 3DS มันมีอะไรดีบ้าง ก็เลยอาศัยโหลด Demo จาก eShop มาเล่นครับ ทั้ง Resident Evil, Monster Hunter 3 Ultimate, Fire Emblem: Awakening ซึ่งก็ทำให้เรารู้จัก 3DS ดีขึ้น ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีเกมไหนที่เราถูกใจจนถึงขนาดที่ว่า กูต้องซื้อเกมนี้มาเล่นให้ได้!!! อะไรแบบนี้


อธิบายถึงพื้นฐานด้านเกมของกระผม
ผมไม่ใช่คนที่เล่นเกมเป็นเรื่องเป็นราวมาแต่ไหนแต่ไรโดยเฉพาะเกมคอนโซล ที่เคยใช้เวลาเล่นมาก็คงเป็น Ragnarok Online, Counter Strike, The Sims, Diablo II, Warcraft III, Stronghold นอกนั้นก็ Assassin Creed, Prototype และอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นเกมที่เล่นในคอมพิวเตอร์ทั้งนั้น ทุกเกมโหลดมาเล่นฟรีๆ หรือไม่ก็ซื้อแผ่นก๊อปจากร้านคอมแผ่นละ 100 มาทั้งสิ้น สำหรับผมแล้วเกมคือของเล่นที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียดมากนัก เล่นๆ แล้วก็เลิก ดังนั้นความสนใจในวงการเกมของผมจึงน้อยมากๆ มีแค่สมัยเรียนป.ตรี ปี 2-3 ที่เคยติดตามอุตสาหกรรมเกมพีซีอยู่บ้างจากนิตยสาร Future Gamer นอกจากนั้นไม่เคยสนใจเลยครับ


เริ่มซื้อเกม
หลังจากติดตามข่าวสารวงการพวกที่เล่น 3DS มาได้สักพัก ผมก็พบเกมที่ผมคิดว่าผมต้องการมันอย่างยิ่งแล้วครับ นั่นคือ Animal Crossing: New Leaf ที่กำลังจะวางจำหน่าย นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมตัดสินใจซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ในหมวดเกมเลยก็เป็นได้ ตั้งแต่ Pre-Order จากร้านขายเกมบน Facebook (ร้านพี่อัง) จนกระทั้งเสียเงิน 1,250 บาทเพื่อให้ได้ตลับเกมแรกในชีวิตมาอยู่ในมือของเรา

(ตอนนั้นยังคิดเอาไปเปรียบเทียบกับพวกเกมใน iOS, Android ครับว่าเฮ้ย มันทำไมแพงจังวะ เกมบนอุปกรณ์พกพาเหมือนกัน เคยเห็นแต่ $0.99 อันนี้ $39.99 โดยส่วนใหญ่ มันแพงอะไรวะ ???)

จากตอนนั้นมา ผมตกหลุม 3DS อย่างเรียกได้ว่า โงหัวแทบไม่ขึ้นแล้วครับ



Animal Crossing: New Leaf เกมแนว Simulation ที่เล่นเพลินอย่างไม่น่าเชื่อ

สิ่งที่ค้นพบจาก Nintento และ 3DS
ผมเริ่มให้ความสนใจว่า ทำไมบริษัท Nintendo จึงได้มีความสามารถและวิสัยทัศน์ในการ "มองเกมให้เป็นเกม" และ "สร้างเกมให้เป็นเกม" ได้ขนาดนี้ คือมันมีอะไรหลายๆ อย่างแฝงอยู่ที่เราอาจจะมองไม่ออก แต่มันบอกเราอยู่ว่า "นี่คือเกมนะ" คือมันเป็นเกม !! เกมเท่านั้น !!! ไม่มีอะไรมากน้อยไปกว่านั้น

ยังไงน่ะเหรอครับ นี่คือสิ่งที่ผมเห็นนะ :

- เครื่องเกมของ Nintendo ไม่ต้องมีราคาแพงเทียบเท่าอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่อยู่ในลักษณะใกล้เคียง มันเป็นสิ่งที่พ่อแม่พอจะทำใจซื้อให้ลูกๆ เล่นได้ไม่ยากนัก
- ลูกเล่นของเครื่องมีไว้เพื่อการเล่นเกมเท่านั้น ไม่ต้อง Multi-Function มากมาย (3DS ไม่ได้ทำ Option ที่เอาไว้ดูหนัง, ฟังเพลง หรือเล่นอินเตอร์เน็ตแบบเป็นเรื่องเป็นราว)
- ซอฟต์เกมของ Nintendo เต็มไปด้วยจินตนาการ ผิดกับเกมเดินยิงเดินฆ่าทั้ง 1st Person หรือ 3rd Person ที่เห็นเด็กๆ เล่นกันเกลื่อนเมือง ซึ่งไม่ค่อยจะให้อะไรนอกจากความสะใจและความตื่นเต้นในความรุนแรง
- การออกแบบเกมของ Nintendo มันคือการเล่นจริงๆ Option แต่ละอย่างของเครื่องมีไว้เพื่อให้ซอฟต์แวร์เกมได้แสดงประสิทธิภาพของมันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมันก็เป็นไปเพื่อให้ผู้เล่นเล่นเกมอย่างมีความสุขทั้งสิ้น

และยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่ผมไม่รู้จะอธิบายมันออกมาให้เข้าใจได้ยังไงดี แต่อาจจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นถ้าลองอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ Nintendo ในอดีต (ลองอ่านบทความนี้)

(มาถึงตอนนี้ผมเพิ่งเข้าใจเหตุผลเรื่องราคาของซอฟต์เกม คือความสมบูรณ์แบบ รายละเอียด คุณภาพของเกมเพลย์ มันต่างกับเกมมือถือชนิดฟ้ากับเหว)


สุดท้ายแล้วได้อะไร ??
สำหรับผมรวมๆ แล้วมันคือความตื่นเต้นครับ ตื่นเต้นเหมือนกับตอนที่ได้สัมผัสเทคโนโลยีของ Apple หรือ Google อะไรแบบนั้นเลย ต่างกันแค่ว่าเทคโนโลยีของ Nintendo คือสิ่งที่มีไว้สำหรับเกม มันเหมือนเปิดโลกทัศน์ใหม่สำหรับเรากับวงการนี้เลยนะ อีกอย่างที่สนใจคือมันทำให้ผมมองไปยังผู้ผลิตเกมคู่แข่งอย่าง Sony และเปรียบเทียบเลยว่า ทั้งเทคโนโลยีของเครื่องเล่นเกม รวมไปถึงซอฟต์เกมต่างๆ ของค่ายนั้น มีความแตกต่างกับทางฝั่ง Nintendo อย่างไร ซึ่งมันก็ต่างกันเยอะจริงๆ ครับ

และเหล่านี้คือความพยายามที่จะอธิบายความสนุกของการเล่นเกมและการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเกมจาก Nintendo ในช่วงเวลาที่ผ่านมาของผมครับ

ปัญหาต่อจากนี้ไปสำหรับผมก็คือ ผมเริ่มมีอาการติดเกมพอสมควรแล้ว ซึ่งมันไม่ดีแน่ถ้าความอยากเล่นเกมจะมารบกวนกิจกรรมประจำวันของผม ซึ่งตรงนี่ผมก็ตั้งใจไว้ว่าจะต้องปรับตัวอย่างมากเลยแหละ แต่ก็คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรเพราะอาการที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คือเล่นเกมเพราะไม่มีอย่างอื่นให้ทำมากนัก ถ้าหายดีแล้วทำกิจกรรมปกติแบบคนอื่นๆ ได้แล้ว เรื่องเล่นเกมก็คงจะเพลาๆ ไปเอง (มั้งนะ 555555+)


รีวิวเล็กๆ
สุดท้ายจะขอเล่าถึงเกม 3DS ที่ซื้อมาเล่นทั้งหมดจนถึงตอนนี้แบบคร่าวๆ ครับ

1. Mario Kart 7



เกมนี้ Pre-Installed มากับเครื่องครับ ซึ่งตอนแรกก็เล่นๆ ไปโดยไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่มันคือเกมแข่งรถที่สนุกที่สุดเท่าที่เคยเล่นมาเลยครับ ทั้งโหด มัน แล้วก็โคตรฮา เล่นคลายเครียดได้เรื่อยๆ หรือจะเล่นให้เครียดก็ได้เหมือนกัน 555555

2. Animal Crossing: New Leaf



เกมแนว Simulation ที่เราต้องไปเป็นนายกเทศมนตรีในเมืองที่มีแต่สัตว์พูดได้ กิจกรรมที่มีให้ทำประจำวันก็คือตกปลา, จับแมลง, ขุดฟอสซิลไปบริจาคพิพิธภัณฑ์, รดน้ำต้นไม้, สร้างสิ่งปลูกสร้างให้ชาวเมือง  กิจกรรมอื่นๆ ก็จะมีมาเป็นช่วงตามเทศกาลหรือฤดูกาล โดยเวลาในเกมก็คือเวลาจริงๆ ของเรา เป็นเกมที่เล่นได้เรื่อยๆ ตลอดกาลจนกว่าจะเบื่อครับ
(ไม่น่าเชื่อว่าเกมเด็กน้อยแบบนี้จะมีคนเล่นทุกเพศทุกวัยทั่วโลก แถมยังบูมขนาดฉุดยอดขาย 3DS ในฝั่ง US ให้พุ่งกระฉูดจนน่าตกใจ ทุกวันนี้ยอดขายใน US และ JP ก็ยังไม่หนี Top Ten ครับ)

3. Monster Hunter 3 Ultimate



ซื้อมาเล่นเพราะความอยากตามกระแสพวกนักล่าแย้ตามบอร์ดหลายๆ ที่ครับ ก่อนจะค้นพบว่ามันเป็นเกมที่เล่นแล้วหงุดหงิดง่ายที่สุด ผมสรุปไว้ ณ วันที่หยุดเล่นเกมนี้ว่า "มันเป็นเกมที่ดีมาก แต่ไม่ใช่สำหรับเรา" ปัจจุบันผมเก็บไว้ยาวเลยครับ เอาไว้งัดมาเล่นกับ อ.แมนบ้างในอนาคต 55555
(edited 22.12.2013)
อาศัยลูกฮึดจนเล่นไปถึง High Rank แล้วครับ แต่ตอนนี้พับไว้ก่อนไม่ได้เล่นต่อเพราะเริ่มยาก

4. Shin Megami Tensei IV



ซื้อมาพร้อมกับ Fire Emblem: Awakening เพื่อจะเคลมเอา $30 ใน eShop ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักเกมนี้มาก่อน แถมยังรู้สึกแหยงๆ ด้วยซ้ำ (หน้าตาของ Jonathan ในปกเกมแม่งโคตรเกย์) แต่พอลองเล่นดูปรากฏว่าแม่เอ๊ยยยย...จากเดิมที่เล่น Animal Crossing วันละหลายๆ ชม.ตอนนี้เหลือเล่นวันละไม่เกิน 1 ชม.ครับ นอกนั้นยกให้เกมนี้หมดเลย เชื่อแล้วว่าเป็นเกมในตำนานจริงๆ !! สนุกจนไร้คำบรรยาย
(edited 17.09.13)
เล่นจบแล้วครับ สนุกมาก บอกได้แค่นี้แหละว่าสนุกมากๆๆๆๆๆ

5. Fire Emblem: Awakening



ซื้อมาเพื่อเอา $30 อย่างที่บอกไว้ข้างบน แต่จริงๆ ลองเล่นใน Demo มาแล้วสนุกดี ไม่รู้ว่าตัวเต็มจะเล่นแล้วเครียดเหมือน Ragnarok Tactics หรือเปล่า ตอนนี้ดองไว้ยังไม่ได้เล่นครับ รอจบ MegaTen IV ก่อน
(edited 17.09.13)
เล่นไปได้สักพักแล้วครับ เกมแนว Tactic ที่สนุกและเล่นเพลินอย่างไม่น่าเชื่อ ตัวเนื้อเรื่องก็ไม่อึดอัดซับซ้อนเกินไปนัก เป็นเกมที่เล่นแล้วรู้สึกว่าสมองได้ใช้ประโยชน์เยอะมากเลยครับ (เล่นวันนึงไม่เกิน 4 Battle เพราะใช้ความคิดเยอะ ล้าเร็ว 55555)
(edited 14.01.2014)
เล่นจบไปแล้วเมื่อคืนครับ (แต่ข้ามฉากเสริมไป 2-3 ฉากเพราะอยากดูฉากจบ) โดยรวมถือว่าเป็นเกมที่น่าประทับใจจริงๆ ครับ ชอบมากตรงเนื้อเรื่องที่มีจีบกัน พัฒนาความสัมพันธ์แล้วก็ออกลูกออกหลานมาช่วยสู้ แถมตอนจบมีสรุปหลังเหตุการณ์ด้วยนะว่าแต่ละคนไปทำอะไรที่ไหนต่อ ยังกะหนังประวัติศาสตร์ 555555+


รวมๆ แล้วหมดเงินไปกับ 3DS หลายอยู่ครับ แต่มันก็คุ้มค่าถ้าเทียบกับความสนุกและประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้รับมา ผมโอเคกับมันมากครับ :)

29 พฤษภาคม 2556

177 | อินเตอร์เน็ตรำลึก

(ครึ่งแรกนี่รวบรวมมาจากทวีตที่พ่นไว้เมื่อสักพัก)

Begin...

ไปเจอเมลฉบับที่เก่าที่สุดที่ได้รับ (เท่าที่ยังมีอยู่) คือ Welcome จาก Yahoo! Mail ส่งมาเมื่อ

Tuesday, January 15, 2002 10:52 PM


My First E-Mail Address

ส่วนเมลแรกในชีวิตคือ hotmail สมัครไว้ในชื่อ king_krimson@hotmail.com เมื่อประมาณปี พ.ศ.2541 (15 ปีที่แล้ว) ตอนนี้คงโดนลบ Account ไปแล้วมั้ง Search ด้วย Google ไม่เจอแล้ว เหอๆๆ

อดีตเมลนี้เคยเอาไว้ใช้ในเว็บไซต์ของคณะศิวาลัย รร.นครสวรรค์ เว็บแรกในประวัติศาสตร์ (go.to/siwalai) ซึ่งข้าพเจ้าเป็นเว็บมาสเตอร์เอง

(สมัยนั้น go.to ฮิตมากเลยแหละ)

My Web

เว็บของคณะศิวาลัย รร.นครสวรรค์ เว็บแรกสุดสร้างขึ้นโดยใช้ FrontPage Express และฝากไว้ที่ geocities.com แน่นอนว่าเป็น Static Web จ้า

เหตุที่ทำขึ้นมาก็เนื่องจากอิจฉารุ่นพี่ที่ทำเว็บนักเรียน รร.นครสวรรค์ เว็บแรก (http://ns.th.edu) ซึ่งดังมากๆ ในจังหวัดนครสวรรค์ แต่ ns.th.edu เขาทำเป็นเว็บบอร์ดฝากโฮสต์แบบเป็นเรื่องเป็นราว เราทำแบบนั้นไม่เป็นก็เลยทำออกมาได้แต่เว็บกากๆ 5555

สมัยนั้นไม่มีกด Like จะดูว่าคนเข้ามากน้อยแค่ไหนก็ต้องดูที่ Counter ซึ่งก็ไปหาจากเว็บที่ให้บริการ Counter ฟรีมาแปะไว้อีก

ทำได้ไม่นานก็เลิก เพราะไม่รู้จะทำไปทำไม 555555+

My Future

และด้วยความง่ายดายของ FrontPage Express ทำให้ข้าพเจ้าหลงผิดคิดไปว่าการทำเว็บไซต์มันเป็นเรื่องง่ายๆ ก็เลยมาเลือกเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์

ซึ่งก็ส่งผลกระทบยาวนานให้ข้าพเจ้าต้องมานั่งรับกรรมอยู่หน้าคอมจนถึงทุกวันนี้ (ฮาาาาา)

--------------------------------------------------------------

(ครึ่งหลังนี่เขียนไว้ที่นี่เพราะขี้เกียจทวีตและ)

Web Developer

สมัยนั้นมีหนังสือสอนเขียนเว็บที่ง่ายที่สุด (ที่ไม่ใช่เขียน HTML ทีละบรรทัด) อยู่เล่มนึง ก็คือ สร้างโฮมเพจฟรี! ที่ GeoCities (และที่อื่นๆ) ของ สนพ.โปรวิชั่น ซึ่งอ่าน+ลอกตามง่ายมาก ถือว่าเป็นหนังสือคอมพิวเตอร์เล่มแรกในชีวิตของผมที่ได้เปิดอ่านและใช้แบบจริงๆ จังๆ (ไม่นับแบบเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนและที่ ECC, BCC เพราะตอนที่เรียนไม่ได้ใส่ใจเลยซักกะติ้ด)


(ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.welovebook.com)

Floppy Disk

ไฟล์สมัยนั้นเล็กมาก ผมกับเพื่อน (ไอ้แต๋ว) ก็จะซื้อ Floppy Disk ไว้คนละแผ่น (แผ่นละ 20 บาท) เอาไว้ Save File ถ้าตอนอยู่ที่โรงเรียนเราจะไปนั่งทำที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่ห้องสมุด (อภิสิทธิ์ชน 5555) ถ้าวันหยุดก็จะไปนั่งทำตามร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ชั่วโมงละ 20-30 บาท และด้วยความที่ใช้เป็นแต่ FrontPage Express ซึ่งมันจะติดมากับ Windows 98 ถ้าร้านไหนเปิดดูแล้วไม่มีลงไว้ (ไม่รู้ไปลง Windows ยังไง) เราก็ไม่เล่นร้านนั้น ตอนหลังฉลาดขึ้นมานิดนึงเลยหาวิธี Copy โปรแกรมใส่ Floppy Disk ไว้เลย ไปที่ไหนก็มีใช้ละคราวนี้


(ขอบคุณภาพประกอบจาก Wikipedia)

E-Mail

E-Mail สมัยนั้นยังเป็นของใหม่ ร้านค้าหรือสินค้าไหนที่ผู้ผลิต/ เจ้าของมี E-Mail Address แปะไว้จะดูเท่และทันสมัยมาก (ประมาณร้านค้ายุคนี้ที่ต้องมี LINE ID แปะไว้หน้าร้าน) แล้วก็เป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่รู้คือมันสมัครฟรี ใช้ฟรี และไปใช้ที่คอมพิวเตอร์เครื่องไหนก็ได้ที่มีอินเตอร์เน็ต !!!

ข้อจำกัดเรื่องขนาดความจุ Inbox ในสมัยนั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะไฟล์ส่วนใหญ่ขนาดเล็ก อินเตอร์เน็ตโลกเรายังไม่เร็วพอที่จะรับส่งอะไรใหญ่ๆ ได้ละมั้ง ข้อจำกัดเดียวของ Free E-Mail สมัยนั้นคือ ถ้าไม่ได้ Login เข้ามาใช้งานเกิน 3 เดือน มันจะระงับบัญชีและก็ใช้ไม่ได้

(E-Mail ทำให้เรารู้จักศัพท์อินเตอร์เน็ตคำแรกๆ คือ Login ซึ่งเด็กหลังเขาอย่างพวกเราสมัยนั้นอ่านว่า โล-จิ้น)

และพอสมัคร E-Mail ได้แล้ว ก็ตระเวนสมัครอะไรอย่างอื่นที่มันฟรีให้เยอะไปหมด 55555+

Web Site

เว็บไซต์หลายๆ เว็บที่เรารู้จักสมัยนั้น ปัจจุบันก็ล้มหายตายจากไปเยอะเหมือนกัน อย่าง Geocities.com นี่แน่นอนว่าหมดลมไปนานแล้ว ที่ยังจำได้และปัจจุบันยังมีอยู่ก็ Bluemountain.com ที่เอาไว้ส่ง e-Card หาเพื่อนหาสาวๆ

แต่เว็บที่อยู่มายาวนานจนน่าตกใจ (ในความรู้สึกนะ) คงเป็น Yahoo!


Yahoo! Homepage ในปี พ.ศ.2541 
(ขอบคุณภาพประกอบจาก marccrouch)

หน้า Homepage ของ Yahoo! ที่อยู่ในความทรงจำตอนนั้นก็ประมาณภาพข้างบนนี่ แต่ที่จำติดตาคือไอ้รูปที่อยู่ในวงกลมข้างๆ โลโก้ Yahoo! ด้านบน มันจะมีรูปแว่นกันแดดแทน Cool แล้วก็มีรูปพริก 2 เม็ดแทน Hot เป็นอะไรที่งงมากในตอนนั้นว่ามันหมายถึงอะไร ??

เว็บไซต์แรกในชีวิตที่รู้จักคือ Sanook.com เมื่อครั้งที่ได้รู้จักอินเตอร์เน็ตครั้งแรกตอน ม.3 (พ.ศ.2540) เพราะเฮียโดม (ลูกพี่ลูกน้องคนรอง) พาไปเล่นที่ร้านอินเตอร์เน็ตร้านแรกในนครสวรรค์บนชั้น 2 ศรีไกรลาส (ชั่วโมงละ 30 บาท) เป็นอะไรที่ตื่นเต้นน่าสนใจมาก เพราะด้วยความที่มันเป็น Web Portal แห่งแรกๆ ในเมืองไทย คือในหน้า Homepage มันมีอะไรเยอะแยะไปหมด ทั้งภาพดารา, หนังใหม่ที่กำลังเข้าโรง ฯลฯ

แต่สิ่งที่ทำให้เราติดอินเตอร์เน็ตอย่างลึกซึ่งก็คือ Chat นั่นเอง

Chatroom

ประสบการณ์ Chat ครั้งแรกในชีวิตของหลายๆ คนคงเป็น PIRCH หรือ ICQ แต่ของเรา โปรแกรม Chat ตัวแรกที่ได้เห็นก็คือ Microsoft Chat


(ขอบคุณภาพประกอบจาก Wikipedia)

แต่ด้วยความที่มันไม่มีใครคุยด้วย ก็เลยได้แตะๆ แป้ปเดียวแล้วก็ไม่ได้สนใจมันอีก แต่โปรแกรม Chat จริงๆ ที่ทำให้เริ่มติดครั้งแรกก็คือ Chatroom ใน Sanook.com นั่นแหละ

ครั้งแรกในการ Chat ใช้ Nickname ใน Sanook Chatroom ว่า L'Arc~en~Ciel เพราะตอนนั้นเราชอบวงนี้มากๆ แล้วก็เปิดตัวสำเร็จเพราะเราคุยกับชาวบ้านด้วยภาษาโบราณ ("สูเจ้าเหตุไฉนจึงได้สนทนากับตัวข้าเยี่ยงนี้", "ใยมิบอกหมายเลขโทรศัพท์ของท่านฤา" ฯลฯ) จนมีคนใน Chatroom ทักว่า ท่าน L'Arc ท่านมาจากสมัยหือหรือไร...แล้วไอ้สมัยหือนี่มันสมัยไหนวะ ฮาาาาาา

(ถ้าใครยังจำได้ ดังพันกร นักร้อง RS ที่ดังมากๆ ตอนนั้น ออกอัลบั้มพิเศษมามีเพลงนึงชื่อว่า "ปรารถนาสิ่งใดฤา" คิดว่ามันต้องไม่ใช่ความบังเอิญแน่ๆ 555555)

แน่นอนว่า Sanook Chatroom ดังแค่ไหนก็คงสู้กระแส PIRCH ในบ้านเราไม่ได้

PIRCH

ครั้งแรกที่เล่น PIRCH ก็เล่นตามเครื่องข้างๆ แหละ ก่อนจะเป็น PIRCH98 ก็ต้องเจอ PIRCH32 ก่อน (แต่เหมือนจะไม่นานนัก)


(ขอบคุณภาพประกอบจาก dvdgameonline)

ในรูปข้างบนก็จะเห็นห้องที่ดังสุดในจังหวัดเราตอนนั้น "#นครสวรรค์น่ารัก" นั่นเอง นอกนั้นห้องดังๆ ก็คงเป็นพวก #น่ารัก, #หาแฟน อะไรพวกนี้ เด็กวัยรุ่นเล่น PIRCH กันทั้งบ้านทั้งเมือง พวก Command ต่างๆ ก็จำกันขึ้นใจ /me /nick อะไรเหล่านี้เป็นกันทุกคน เวลาไปเล่นเน็ตตามร้านต้องมีสมุดเล็กๆ ไว้จดเบอร์โทรศัพท์ จดที่อยู่ที่ขอจากใครก็ไม่รู้ในนั้น แล้วก็โทรไปหา นัดเจอ ฯลฯ อะไรก็ว่าไป

สิ่งที่น่าจดจำที่พอรำลึกได้ก็คงพอแค่นี้ครับ เพราะต่อจากยุคนี้ไปก็เป็นอะไรที่เราคุ้นเคยกันแล้วละ :)

20 พฤษภาคม 2556

176 | 梦随风飘

ชื่อ Entry นี้เป็นภาษาจีนครับ อ่านว่าอะไรเหรอ...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

รู้แต่ว่ามันคือสิ่งที่ผมตามหามานานมาก เอาระยะเวลาแบบใกล้เคียงก็น่าจะประมาณปี พ.ศ.2549 คือตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้วนั่นเอง แล้วผมก็เพิ่งจะค้นพบมันเมื่อกี้นี้ !!!

梦随风飘

จะบอกว่าตามหาแบบจริงๆ จังๆ เลยก็ไม่ถึงขนาดนั้นครับ คือเรื่องมันเริ่มจากช่วงประมาณปี พ.ศ.2549 ผมไปดาวโหลดเพลงภาษาจีนมาจากแหล่งไหนก็ไม่รู้บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งน่าจะเป็นไฟล์ zip ที่บีบรวมเพลงมาหลายๆ เพลง (ในนั้นมีเพลงประกอบละครเปาบุ้นจิ้น, Jay Chou แล้วก็เพลงของหวังลีฮอมที่กำลังดังอยู่ด้วย) แล้วพอฟังๆ ไป ผมก็มาประทับใจกับเพลงอยู่เพลงหนึ่ง คือฟังแรกๆ มันก็ไม่ได้เพราะอะไรเลยครับ แต่พอฟังบ่อยๆ เปิดวนไปหลายๆ วันเข้า เกิดชอบขึ้นมาซะงั้น เพลงนี้ก็เลยเป็นหนึ่งในเพลงโปรดที่ผมมักจะเปิดขึ้นมาฟังเรื่อยๆ เวลาทำงานกับคอมพิวเตอร์เครื่องที่บ้าน

ต่อมาตอนไปเรียนโท บางครั้งผมก็มีโอกาสขับรถไปเองวันเสาร์-อาทิตย์ ก็เอาเพลงจีนหลายๆ เพลงรวมเพลงนี้ด้วยแหละครับ ไรท์ใส่แผ่นไปฟังในรถด้วย (ตอนนี้ไฟล์เพลงที่ว่ามี 2 Copy แล้วนะครับ)

ไปๆ มาๆ Hard Disk คอมที่บ้านมีปัญหา ได้เปลี่ยนใหม่ แน่นอนว่าไฟล์เพลงอันนั้นก็หายสาปสูญไปด้วย ผมเองตอนนั้นก็ลืมๆ ไปแล้วว่ามีเพลงนี้อยู่ (คืออารมณ์ฟังเพลงผมมันจะแล้วแต่ช่วงเวลาอะครับ บางช่วงก็เห่อเพลงแบบนึง แล้วก็เปลี่ยนไปเห่อเพลงแบบนึง) ก็ปล่อยผ่านเลยไปครับ จนอยู่มาวันหนึ่งเกิดอยากฟังเพลงนี้ขึ้นมา เลยจะหาโหลดใหม่จากในเน็ต...

มืดมนเลยครับ เพลงชื่ออะไรก็ไม่รู้ ใครร้องก็ไม่รู้ รู้แค่ว่ามันเป็นภาษาจีน -_-"

ก็เป็นอันว่าอดฟังกันไป จนผมไปเจอแผ่น CD ที่มีเพลงที่ว่านี้ในรถนั่นแหละครับ ดีใจมากๆ เลยตอนนั้น ถึงกับต้องรีบเอามา Copy ลงคอมพิวเตอร์ไว้เลย เพราะแผ่น CD ก็ลายมากแล้ว กลัวว่าเจ๊งแล้วจะหาฟังไม่ได้อีก ...จนปัจจุบันแผ่นนี้เปิดไม่ได้แล้วครับ เสียไปเรียบร้อย (ตอนนี้ไฟล์เพลงที่ว่าเหลือ Copy เดียวละนะ)

วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ การใช้งานคอมพิวเตอร์ของผมก็มีการเปลี่ยนผ่านเครื่อง การ Format Hard Disk มานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่เวลา Back Up จะนึกถึงแต่พวกไฟล์งานแล้วก็โปรเจ็คต่างๆ ที่เกี่ยวกับงาน (แค่นั้นก็เยอะแล้วแถมตกหล่นอยู่เรื่อย) พวกโปรแกรมนี่ไม่สนครับ ถือซะว่าเดี๋ยวก็ดาวโหลดใหม่ได้ ส่วนพวกเพลงนี่ไม่เก็บเลย เอาไว้อยากฟังค่อยเปิดหาใน Youtube เอา ทำแบบนี้ทุกครั้งเวลา Format หรือย้ายเครื่อง

จนมาถึงวันที่อยากฟังเพลงจีนเพราะๆ เพลงนั้นขึ้นมา แต่ไม่รู้จะหาฟังได้ที่ไหนนั่นแหละครับ เสียดายขึ้นมาทันทีเลย อะฮึๆๆๆ

ไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกันครับ ในวันที่ลองสมัครใช้ Dropbox เป็นครั้งแรกๆ ผมเอาไฟล์เพลงจีนที่ Copy มาจากแผ่น CD ในรถนั่น ใส่ Dropbox ไปด้วย และก็เพิ่งรู้เมื่อกี้เองครับตอนที่ลองหาไฟล์อะไรใน Dropbox Folder ของตัวเองไปเรื่อย...ตกใจเลย โอ้วววว มันยังอยู่ :)))


เพลงที่ 4 จากข้างล่างนั่นแหละครับ เพลงโปรดอันแสนลึกลับในตำนานของผม

เปิดฟังกันไป 2-3 รอบให้ชื่นใจแล้วก็ได้เวลามาตามหาความจริงกันแล้วครับ ว่ามันคือเพลงอะไรแน่ เผื่อไว้ว่าถ้าวันนึงไฟล์เพลงนี้มันหายไปอีก (ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่เหอะ) ผมต้องสามารถหามันมาฟังได้อีก แต่ก็อย่างที่บอกไปตอนแรกครับ ไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเพลงนี้เลย รู้แต่ว่ามันเป็นเพลงภาษาจีน ไฟล์ชื่อ renamed_ (msfp).mp3 (อะไรวะ?) แถมข้อมูล Tag ไม่มีเลยซักอัน แล้วจะหายังไง

อันดับแรก ผมนึกถึง Shazam ครับ

อันนี้ค่อนข้างเชื่อมือ เพราะว่าเคยเอาไปหาเพลง 21Guns ของ Green Day ให้ อจ.โอมมาแล้ว จากที่มันเปิดแบบเบาโคตรๆ ในร้านกาแฟก็ยังเจอได้ ผมจัดการโหลด Shazam App ใน iPhone ทันทีครับ เปิดเพลงจีนลึกลับให้ Shazam ฟังไปสักพัก ปรากฏว่า...หาไม่เจอ

โอเค (แอบใจหาย) สงสัย Shazam จะฟังเพลงจีนไม่ออก เอาไงต่อดีครับ...ผมนึกถึงบริการอื่นแนวๆ นี้ที่ไม่ใช่ Shazam ลองเปิด Google หาด้วยประโยคว่า "music search engine"

เว็บแรกที่เจอคือ midomi ครับ ก็เลยลองกับอันนี้ก่อนเลย หลักการของมันคือมันจะมีปุ่ม (ทำจาก Flash) ให้กดในหน้าเว็บ แล้วเราก็เปิดเพลงหรือไม่ก็ฮัมเพลงใส่ไมโครโฟนของคอมให้เว็บมันฟัง แล้วมันก็จะเอาไปค้นหาในระบบของมันให้ ...จริงๆ มันก็เหมือนกับ Shazam อะแหละ

ผลการค้นหาเป็นหน้าจอนี้ครับ


กวาดสายตาครั้งแรกก็เจอประโยคนี่เลย... 0 midomi user recordings 

คือพอเห็นเลยศูนย์ก็ทำใจแล้วอะครับว่า เออ ไม่เจออีกแล้วมั้ง ช่างมันเหอะ แต่ก็พอดีแว้บๆ เห็นตัวหนังสือภาษาจีนตรงข้างบน (แถบสีเทาๆ อะครับ)

ผมคิดว่าเฮ้ย อันนี้ป่าววะ ?? คืองงว่าข้างล่างมันบอกเจอ 0 แต่ข้างบนมันเจออะไร ก็รีบ Copy ตัวหนังสือจีนอันนั้นแหละครับ Search ต่อใน Google เลย

ผลออกมาคือ


เอ๊ะ !!! คลิปอะไรๆๆๆๆ

เอาแล้วครับ มาถึงปากถ้ำแล้ว ในที่สุด....คลิกเข้าไปที่คลิป


แต๊นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพลงดังออกมาจากเว็บ youku ซึ่งก็น่าจะเป็นเหมือนๆ Youtube ของจีน

ป๊าดดดดดดดดดดดดดดดด ชัดเจนครับ เพลงนี้แหละ !!! เพลงนี่เล้ยยยยย !!!!

จากการงมแบบไม่รู้เหนือใต้ในตอนแรก จนมาหาเพลงนี้เจอในที่สุด ดีใจมากๆ ครับ ผมเอาชื่อเพลงไปหาต่อใน Youtube และเก็บ Favourite ไว้เรียบร้อย เอาชื่อไป Rename ไฟล์เพลงเดิม และ Back Up ชื่อไว้อีกหลายๆ ที่แล้ว คิดว่าต่อไปอยากฟังอีกคงไม่ต้องหาให้วุ่นวายเหมือนตอนนี้แล้วครับ 555555





ป.ล.1
ผมเอาคำว่า 梦随风飘 ไปแปลใน Google Translate แปลเป็นภาษาอังกฤษออกมาได้ว่า "Dream gone with the wind" ภาษาไทยมันแปลให้ว่า "ความฝันที่หายไปกับลม" โอ้โหโคตรเท่อะ ดูจากคลิปอีกอันที่หาเจอ มันน่าจะเป็นเพลงประกอบละครเรื่องอะไรสักเรื่อง

ลองฟังเพลงลึกลับในตำนานของผมที่ว่านี้ดูครับ





ป.ล.2
ลองฟังเพลงอื่นที่ผมหาเจออีกในบรรดาไฟล์เพลงจีนของผมดูนะครับ



เพลงนี้ออกแนวบรรยากาศยุคเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ คือผมชอบอารมณ์ในยุคนั้นมากเลยอะ



เพลงนี้ผมก็ชอบเพราะฟังดูหวานๆ เพราะดีไปอีกแบบครับ

15 พฤษภาคม 2556

175 | The Impossible หนังจบ อารมณ์ไม่จบ


จริงๆ ครับ

หนังที่ดูจบแล้วรู้สึกว่า อารมณ์มันยังค้างๆ อยู่ในใจ ในชีวิตที่ดูหนังมาก็มีหลายเรื่องนะครับ แต่ถ้านับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ The Impossible เป็นหนังที่สร้าง Impact ในความรู้สึกผมได้ "รุนแรง" ที่สุดครับ

เพิ่งดูจบไปเมื่อคืนนี้ หนังความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่ช่วงเดียว ในส่วนของความตื่นเต้น หวาดเสียว ก็มีให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ความรู้สึกที่ส่งผลกับผมมากที่สุดกลับเป็น...

"ความกลัว" ครับ

แน่นอนว่ามันเป็นเพราะผมมี "อารมณ์ร่วม" กับฉากในน้ำทะเล ซึ่งปรากฏให้เห็นจะๆ ในหนัง

ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกือบทำให้เอาชีวิตไม่รอดเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา ผมก็มองทะเลไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งภาพของคลื่นน้ำ ฟองอากาศที่หมุนวนอยู่รอบๆ เสียงคลื่นที่ดังก้องอยู่ในหูเพียงอย่างเดียว รสเค็มจนเกือบจะขมของน้ำทะเลที่ไหลวนเข้าออกทั้งปาก จมูก หู และตา ความหนาวเย็นจับใจของน้ำทะเลที่ท่วมท้นอยู่จนเหมือนกับจะไม่สามารถหลุดออกจากมันได้ สัมผัสของพื้นทรายที่คว้าเท่าไรก็ไม่อยู่ ทุกอย่างนี้ยังคงหลอกหลอนผมอยู่ทุกครั้งที่เห็นภาพทะเล

ทุกอย่างที่ว่ามาอยู่ในหลายๆ ฉากของหนังเรื่องนี้ครับ และมันก็พาผมกลับไปอยู่ในความรู้สึกแบบนั้นอีกครั้ง ผมร้องไห้ออกมาทุกครั้งและภาวนาด้วยอาการสั่นไปทั้งตัวให้ฉากที่ว่ามันพ้นๆ ไปเสียที จนหนังจบแล้วก็ยังคงรู้สึกสั่นๆ กลัวๆ อยู่เลย

จริงๆ ครับ ความรู้สึกแบบนี้ ใครไม่เคยเจอกับตัวไม่รู้หรอก

เหมือนที่ลองไปอ่านๆ ในพันทิป หลายๆ คคห ที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ว่าไม่รู้สึกอะไรเลยกับฉากหายนะที่หนังนำเสนอ แม้กระทั่งเอาไปเปรียบเทียบกับหนังโลกแตก (ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง) อย่าง The Day After Tomorrow และ 2012 ว่าสองเรื่องนั้นยังสมจริงกว่าเยอะ จนหลายคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์สึนามิปีนั้นต้องออกมาจวกด้วยอาการเดียวกับผม ก็คือ ถ้าไม่เจอกับตัวก็คงไม่เข้าใจว่าความรู้สึกมันเป็นยังไง


หนังสร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวหนึ่งที่ผ่านเหตุการณ์สึนามิถล่มที่เขาหลักเมื่อปี พ.ศ.2547 ซึ่งจะรอดตายกันหมดครอบครัวหรือไม่นั้นก็คงต้องไปหาดูกันเอาเอง ถ้าวิจารณ์ในแง่ของคนดูหนัง หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าที่ดีมากครับ ความสมจริงของฉากและลำดับเหตุการณ์ก็ทำได้เนียนมากเลยทีเดียว และถ้าเราไม่ใส่ใจเรื่องของสัญลักษณ์ต่างๆ ในหนัง สิ่งที่เห็นก็คือภาพที่สมจริงมากจากมุมมองของผู้ประสบเหตุการณ์เลยละ และต่อให้ท่านเป็นคนที่ชอบดูหนังหรือไม่ก็ตาม เรื่องนี้เป็นหนังที่อยากให้ดูกันจริงๆ ครับ

14 พฤษภาคม 2556

174 | NCCIT 2013

มาเล่าเหตุการณ์เล็กๆ ให้อ่านกันนิดนึงครับ

คือเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปนำเสนอ Paper (Proceeding) ในงาน NCCIT2013 (The 9th National Conference on Computing and Information Technology) งานสัมมนาทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จัดโดย ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ และปีนี้ก็จัดที่พระนครเหนือนั่นแหละครับ



Paper นี้เป็นงานแรกตั้งแต่เรียน ป.เอก (ถ้านับก่อนเรียนด้วยก็เป็นงานที่สอง) แถมส่งไปในงานที่ออกจะจริงจังมากๆ ผมลุ้นตั้งแต่ส่งไปครั้งแรกก่อนหน้านี้ที่งาน NCIT2013 แต่ก็โดน Reject อย่างเจ็บปวด อาจารย์ที่ปรึกษาเลยเอาให้งานนั้นมาปรับเพิ่มเติมไปพอสมควรแล้วลองส่งใหม่ที่นี่ ผมก็ปรับแต่งเรียบร้อยแล้วก็ส่งเข้า Easychair ไป แล้วก็ลืมไปเลย (จริงๆ ตั้งเตือนวันประกาศผลไว้ในมือถือแล้วละ)

แล้วก็ Accident ครับ ขาหักนอนโรงพยาบาล -_-"

ช่วงนั้นลืมไปเลยครับ ไม่สนใจแล้วว่าจะได้รึไม่ได้ คือคิดอยู่แค่ 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ วิชาเรียนในเทอมนั้น (2/55) ยังไม่ได้ส่งงาน, สอบปลายภาค กับห่วงว่าขาที่หักเนี่ยจะเดินได้เหมือนเดิมหรือเปล่า เรื่องอื่นไม่สนแล้วตอนนั้น และในระหว่างที่นอนอยู่โรงพยาบาลหลังผ่าตัดนั่นเอง ก็มีเมลเข้ามา (จำได้ว่าเป็นวันที่ 8 มี.ค.ตอนค่ำๆ)

Dear Correspondent Author
NCCIT2013- 58Author(s): ชยันต์ นันทวงศ์Title: การวิเคราะห์กรอบมาตรฐานของโครงสร้างหลักสูตรสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ฯ
Congratulations. We are pleased to inform you that your paper has been ACCEPTEDfor ORAL presentation at the NCCIT2013.
(ต่อจากนี้คือรายละเอียดบลาๆๆ)

ดีใจมั้ย...ดีใจครับ แต่มันไม่สุดง่ะ คือรายละเอียดในเมลด้านล่างๆ มันมีคอมเมนต์จาก Reviewer 2 ท่าน ให้แก้อีกบานตะไทเลย ปัญหาคือ ณ ชั่วโมงนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร ต่อให้กลับไปอยู่บ้านแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเดินเหินได้เป็นปกติอีกเมื่อไร สภาพตอนนั้นก็ตื้อๆ ไปหมดครับ เลยตัดสินใจว่า เอาให้กลับบ้านได้ก่อนค่อยคิดละกันวะ

พอกลับมาอยู่บ้านแล้วก็เอา Paper มาแก้ตามคอมเมนต์เรียบร้อยก็ส่งกลับไปครับ ใช้เวลาดำเนินการอยู่หลายวันจนเสร็จเรียบร้อยก็โอเคครับ รอวันไปนำเสนออย่างเดียว แต่จนแล้วจนรอดก็...หายไม่ทันครับ

การเดินทางไป กทม.ครั้งนี้เลยทุลักทุเลที่สุดเท่าที่เคยไปมาเลย เอาตั้งแต่ว่า:

- เดินเองไม่ได้ เลยเดินไปขึ้นรถตู้เองไม่ได้ แล้วตอนลงรถก็คงจะเดินไปต่อไม่ไหว
- ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนืออยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่เคยไป
- จะแบก Notebook และเอกสารอื่นๆ ขึ้นหลังไปด้วยก็เกรงจะหกล้มขาหักอีกรอบ

สุดท้ายก็ต้องยอมตามข้อเสนอของแม่ครับ คือตัดสินใจเหมารถตู้ไป และก็ไปทั้งครอบครัวครับ อย่างน้อยก็ช่วยดูแลได้ระหว่างการเดินทาง และหลังจากส่งผมเข้างานแล้วที่บ้านก็ยังไปเที่ยวห้างหรืออะไรอื่นได้ ผมก็เลยชวน อ.ตุ๋งไปด้วยกันเลยเพราะว่านำเสนอวันเดียวกัน ได้ อ.ตุ๋งช่วยดูแลตอนอยู่ในงานเลยรอดตัวไปหลายเรื่องครับ

เราออกเดินทางตอนตี 4 เพื่อที่จะไปทันลงทะเบียนตอนเช้า ปรากฏว่ารถตู้ที่จ้างมานั้นขับรถได้มันสะใจมากครับ เมารถกันทั้งคัน ผมอดนอนตั้งแต่กลางคืนเพราะตื่นเต้นสุดๆ (เป็นแบบนี้ประจำ 55555) ก็นั่งผะอืดผะอมไปตลอดทาง ส่วนพ่อกับ อ.ตุ๋งเมารถจริงจังครับ ดูแล้วทรมานมาก T_T


สถานที่จัดงาน คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ เดินจากที่จอดรถไปไกลพอสมควรแทบเป็นลม 
(สำหรับคนที่เดินด้วยไม้ค้ำยันอย่างผมนะ)



บรรยากาศในห้องรวมตอนครึ่งเช้า

กำหนดการคือช่วงเช้าจะเป็นการเปิดงานโดยอธิการบดี และ Invited Keynote Speech โดยนักวิชาการที่ดังมากมายในวงการคอมพิวเตอร์เรา 2 ท่าน ท่านแรก (Professor, Ph.D., D.Sc. Janusz Kacprzyk) พูดเรื่องที่ผมยอมรับเลยว่าฟังไม่รู้เรื่องซักนิด ส่วนท่านที่สอง (Prof. Dr. Mark Weiser) พูดเรื่องเกี่ยวกับ Securities อันนี้รู้เรื่องแต่ก็ฟังไม่ค่อยครบเพราะเริ่มหลับๆ ตื่นๆ แต่เรื่องก็น่าสนใจดีนะ


ของที่ได้รับในงานก็มี ป้ายชื่อ (อย่างเท่), กระเป๋า Notebook ปักลาย NCCIT สวยงาม, หนังสือรวม Abstract และเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้อง, Thumb Drive 4 GB ลาย NCCIT ข้างในมีไฟล์รวมเล่ม Paper เป็น PDF และสุดท้ายคือเสื้อลาย NCCIT สวยงามมากครับ

พอถึงช่วงบ่ายก็แบ่งเข้านำเสนองานตามห้องที่กำหนด คิวผมอยู่ประมาณ 4 โมงเย็น แต่โชคดีที่คนก่อนหน้านำเสนอเสร็จเร็ว แถม Chairman ดำเนินงานค่อนข้างกระชับ เลยได้ขึ้นก่อนเวลาพอสมควร ก่อนจะขึ้นนำเสนอสักพัก อาจารย์ที่ปรึกษา (ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ เสน่ห์ นมะหุต) ก็มาให้กำลังใจด้วยพร้อมกับ อ.ตุ๋งที่นำเสนอเสร็จแล้ว ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นและกดดันกว่าเดิมครับ เพราะอาจารย์ที่ปรึกษามาจับตาดูการนำเสนอนี่แหละ 55555+

ช่วงที่ผมนำเสนอเป็นช่วงหลังเบรคพอดี ซึ่งก็ปรากฏว่าผู้นำเสนอหลายๆ คน (ที่คอยจะถามคำถามเรา) กลับไปเกือบหมดแล้ว ตอนแรกๆ ก็โล่งใจนิดๆ ครับที่จะไม่ค่อยมีคนคอยถามมากนัก ที่ไหนได้...คณะกรรมการจัดงาน NCCIT มานั่งเพียบเลยครับ แถมแต่ละท่านถามคำถามจนผมลนลานมากขึ้นเรื่อยๆ (เวงเอ๊ย T_T) สุดท้ายก็เลยเงียบครับ เงียบแล้วก็ยิ้มอย่างเดียว รอ Chairman ไล่ลง แหะๆๆๆๆ :P


สภาพตอนนำเสนอ อนุเคราะห์ถ่ายภาพโดย อ.ตุ๋ง :)

นำเสนอเสร็จก็โล่งอกครับ กลับบ้านได้อย่างสบายใจ แต่สภาพแต่ละคนนี่หมดเรี่ยวแรงกันถ้วนหน้า กลับมาถึงบ้านประมาณ 1-2 ทุ่มก็ไม่ทำอะไรแล้วครับ อาบน้ำเสร็จก็นอนหลับเงียบกริบกันทั้งบ้าน 555555


อาจารย์ที่ปรึกษา / ข้าพเจ้าผู้พิการ / อ.ตุ๋ง

สรุปว่าประสบการณ์ในการนำเสนอ Paper ในสนามแรกของ ป.เอกครั้งนี้ เป็นอะไรที่ตราตรึงใจมากครับ อาจารย์ที่ปรึกษาก็บอกว่า ดูแนวทางไว้ เอาคำแนะนำจาก Chairman และผู้ฟังมาเพิ่มเติมงานและเตรียมส่งเวทีต่อไป...เมื่อขาหายดีแล้ว :)

หวังว่างานหน้าจะมีโอกาสได้ไปนำเสนอในสภาพครบ 32 นะครับ 555555+

21 เมษายน 2556

173 | สารพัด Gadget แก้เซง

วันนี้มาเล่าถึงสารพัด Gadget ที่เอาไว้เล่นแก้เบื่อระหว่างพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านหลายเดือนครับ

1. iPhone 4


ถือเป็นอุปกรณ์ที่อยู่คู่กายมานานครับ (เคยเขียนถึงใน Entry นี้ เมื่อเดือน พ.ค.54) ทนทายาดสิ้นดี ตอนหลังๆ นี่ผมแกะทั้งฟิล์มกันรอยหน้า-หลังออก เคสอะไรก็ไม่ใส่ทั้งนั้น และมันก็พิสูจน์ให้เห็นครับว่าสินค้า Apple นี่มันไม่ได้กระจอกนะ ทนมากๆ เลยแหละ

สภาพที่เกิดขึ้นหลังจากใช้มาจนกำลังจะครบ 2 ปีในเดือนหน้านี้ก็คือ กระจกหน้าหลังมีรอยขีดข่วนเล็กน้อยในระดับที่รับได้ ส่วนรอบๆ เครื่องก็มีรอยบิ่นบ้างจากการที่ตกพื้นหลายครั้ง (โดยเฉพาะตอนเมา) ตบท้ายด้วยบาดแผลใหญ่บริเวณด้านบนที่เพิ่งได้มาสดๆ จากอุบัติเหตุเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี่เอง แต่โดยภาพรวมแล้ว มันคือโทรศัพท์มือถือที่ผมรักมากที่สุดพอๆ กับ Nokia 3310 โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกเลยครับ (เครื่องนั้นใช้มาเกือบ 4 ปี)

การใช้งาน : เล่นเน็ตผ่าน WiFi, 3G (ตอนปิด Router แล้ว) / ทวีต / ถ่ายรูปขึ้น Instagram / ถ่ายวิดีโอขึ้น Vine / โหลด App เล่นบ้าง

2. Samsung Galaxy Tab 2 7"


Tab นี่ซื้อมาประมาณเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เพราะว่าเอา iPad ไปใช้ที่ ม.น.แล้วพ่อไม่มีเล่นเลยเอามาคืนพ่อ ก็พอดีเงินค่าสอนออกก้อนนึง เลยรีบแจ้นไปซื้อเลย 12,900 บาท ตัดสินใจไวโคตรๆ ทั้งๆ ที่เคยน้ำตาตกกับ Samsung มาแล้วนักต่อนัก แต่ทว่า...ไม่น่าเชื่อครับ ผมใช้มันมาเกือบปีแล้ว ยังรู้สึกเหมือนยังเป็นของใหม่อยู่เลยง่ะ

ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะว่า Spec ของ Tab 2 เนี่ยมันถือว่าใช้ได้นะ ทั้ง CPU (ARMv7), RAM และอื่นๆ ถือว่าสูงพอที่จะใช้งานได้นานกว่าปี ต่างจากสมัยที่ใช้ Spica อันนั้นเจ็บปวดมาก
(เมื่อต้นเดือนดูรายการแฟนพันธุ์แท้ Smartphone เลยเพิ่งรู้ว่า Spica เป็น Android ตัวแรกที่ Samsung เอามาทำตลาดในเมืองไทยด้วย !!)

ส่วนต่อมาก็คือ ผมไม่ค่อยติด App คู่ตัวที่มากับเครื่อง (ที่พัฒนาโดย Samsung เอง) เท่าไรนัก หลังจากใช้ Stock ROM ไปสักพัก ผมก็จัดการ Root และลง CM (CyanogenMod) เรียบร้อย แหม...มันน่าใช้ขึ้นเยอะครับ ลื่นหัวแตกเลยทีเดียว ใช้ตั้งแต่ CM 9 มาถึงล่าสุดตอนนี้ CM 10.1 ถึงจะเป็น Nightly Build (อัพเดทกันทุกคืน) ก็ยังถือว่าประสิทธิภาพสูงมากครับ ดึงประสิทธิภาพของเครื่องได้ชนิดที่ Stock ROM เทียบไม่ติดเลย ถึงจะมีปัญหา Crash บ้างในบาง App แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผมครับ รับได้ๆ :)

อีกส่วนหนึ่งก็คือ ความรู้สึกมันเหมือนว่าช่วงนี้ Android ทำอะไรออกมาตอบโจทย์การใช้งานผมได้หลายอย่างมาก ทั้งการใช้งานที่ง่ายขึ้นมาก (ถ้าเทียบกับสมัยที่เคยสัมผัสมาตอน 2.1-2.2) ขนาดหน้าจอของ Tab เองที่ใหญ่พอที่จะทำนู่นนี่ได้สะดวก รวมๆ แล้วกลายเป็นว่าช่วงหลังๆ ผมติด Tab มากกว่า iPhone ซะอีกครับ

ทุกวันนี้สิ่งที่ผมใช้ Tab มากที่สุดก็คือ การดูหนังครับ คือผมจะเอา DVD ที่เคยซื้อไว้เมื่อตอนทำงานใหม่ๆ (ประมาณปี 49) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแผ่นปั๊ม -_-" เลือกเอาเฉพาะแผ่นที่ยังไม่เสียมา RIP โดยใช้โปรแกรม HandBrake เก็บไว้เป็นไฟล์ mp4 แล้วก็เอาไว้ดูใน Tab ตอนก่อนนอนครับ อันนี้ทำทุกคืน คืนละเรื่องสองเรื่องจนบางวันได้นอนตอนเช้ามืดเลย 555555 ดูหนัง Wide Screen ในจอ 7 นิ้วนี่มันสุดยอดจริงๆ :D

การใช้งาน : เล่นเน็ตผ่าน WiFi / ดูหนัง / ทวีต / อ่านข่าว / อ่านการ์ตูน (PDF) / โหลด App ใหม่ๆ มาลองบ้าง

3. PSP


ตัวนี้ฮาครับ คือตอนอยู่พิดโลก อยู่มาวันนึงบ่นกับพี่โหน่งว่า อยากได้เครื่องเล่นเกมพกพาซักเครื่องไว้เล่นเวลาว่างๆ เลยชวนแกไปซื้อในเมืองครับ เก็บหอมรอมริบ (จากเงินเดือนที่เพิ่งออก) ไปตัดสินใจซื้อ PSP รุ่น Street มา ที่เลือกรุ่นนี้เพราะว่าถูกสุดครับ (ประมาณ 5,000 บาท) วัสดุมันก็พลาสติกเลยแหละ แถมไม่มี WiFi / ลำโพงมีอันเดียว แต่ผมเอามาเล่นเกมครับ ฟังก์ชั่นอื่นๆ ไม่สนใจ ถึงวัสดุจะเห่ยไปบ้างแต่ก็ถือว่าถูกลงไปหลายบาทเลยแหละ ซื้อ Memory Stick เพิ่มอีก 8 GB ก็ลงเกมเล่นได้บานทุ่งแล้วครับ

ตอนซื้อมาทางร้านก็ลงเกมมาให้ 4-5 เกมตามที่ผมเลือกไว้ แถมกำชับมาอย่างจริงจังถึงข้อห้ามหลายอย่าง เช่นห้ามเล่นเกมตอนชาร์ตไฟ, ห้ามลงเกมเองต้องเอามาลงที่ร้าน ฯลฯ ของแบบนี้ไม่ใช่ปัญหาครับ โหลดเกมมาลงเองง่ายกว่าขี่มอไซค์ 20 กม.ไปให้ร้านลงให้ตั้งเยอะ ผมก็เออๆ ออๆ ไปครับ

ซื้อมาได้ไม่กี่วันก็อุบัติเหตุครับ ที่เคยพูดกับพี่โหน่งไว้ว่าจะเอาไว้เล่นเวลาว่างๆ เลยได้เล่นซะจริงๆ ตั้งแต่นอนโรงพยาบาลจนกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านถึงวันนี้เกือบ 2 เดือน มันอยู่คู่มือผมแทบจะตลอดเวลาครับ มีเวลาเหลือเฟือให้เล่นสมใจเลย เวงเอ๊ย -_-"

การใช้งาน : เล่นเกมสถานเดียว

4. Nintendo 3DS
 

ตัวนี้เพิ่งซื้อมาเมื่อก่อนสงกรานต์วันเดียวครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า จู่ๆ ก็อยากได้ (ซะงั้น) ก็เลยสั่งซื้อผ่านเว็บ  http://www.pspinw.com เลย สั่งไปวันที่ 10 ของมาวันที่ 12 ได้เป็น 3DS XL (US) ชุด Mario Kart 7 Pre-Installed สีฟ้าสวยงาม ผมสั่งตลับแฟลช R4 ไปด้วย รวม Micro SD 8 GB อีกอัน ค่าเสียหายทั้งหมด 8,100 บาทรวมค่าส่ง EMS เอามาเล่นเกมทางเลือกเวลาเบื่อเกมโหดๆ ใน PSP ก็โอเคดีครับ

ณ วันนี้ก็เป็นที่รู้กันว่าต่อให้มี ROM ของ 3DS ที่แจกอยู่เกลื่อนเน็ตก็ตาม ยังไง 3DS ก็ยังเล่นไม่ได้อยู่ดี ทุกวันนี้ผมก็เลยได้แต่เล่นเกม DS เก่าๆ ผ่านตลับแฟลช แล้วก็เล่นเกมที่มันให้มาครับ ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่นะ แค่ Mario Kart 7 เกมเดียวก็เล่นได้นานแสนนานละ พวก AR Card ก็เอามาเล่นบ้างเพลินๆ ส่วนเกมของ DS ก็อย่างที่รู้กันว่า ถึงภาพไม่สวย กราฟิกไม่อลังการ แต่ความสนุกนั้นขั้นเทพเลยครับ

การใช้งาน : เล่นเกมสถานเดียว

5. meTV IPTV by TOT


ตัวนี้คือ IPTV ครับ เป็นของ TOT บริการใหม่ที่กะจะเอามาตีตลาดวงการทีวีเลยว่างั้น ก็เลยเกลี้ยล่อมพ่อกับแม่ลองเอามาใช้ดูครับ ตัวกล่องนี่ได้มาฟรีแต่เสียค่าบริการเพิ่มจากอินเตอร์เน็ตเดือนละ 60 บาท ซึ่งก็ถือว่าคุ้มใช้ได้นะ ถึงช่องที่ดูจะไม่ค่อยถูกใจนักแต่ก็ดูกันทุกวันครับ ช่องที่ชอบๆ ก็มี Thai PBS (HD), Green Channel (HD), Nation Channel แล้วก็ช่อง 3 ไว้ดูละครครับ (มีช่องการ์ตูนไว้ดูสลับๆ กันบ้าง) ข้อดีอื่นๆ ของอีกล่องนี้คือ ดูย้อนหลังได้ 3 วัน กับที่มันเป็น Android ครับ (ICS แถม CPU เป็น ARMv7 ด้วยนะเฮ่ย) ถ้าไม่มีอะไรจะดูจริงๆ ผมก็เอาไฟล์หนังใส่ SD Card เสียบดูแทนครับ

ที่ฮาคือ ถึง TOT จะบอกว่าความเร็วเน็ตที่แนะนำคือไม่น้อยกว่า 6 MB แต่ที่บ้านผม 10 MB ยังมีบางช่วงที่ดูทีวีแล้วกระตุกเลยครับ (ไอ้โอมมันเคยบอกว่ามันคือช่วงเวลานายกเช็คเมล์ 555555+) แถมตอนเปิดทีวีเนี่ยถ้าใครเปิดคอมโหลดอะไรอยู่ก็กระตุกอีกเหมือนกันครับ ถึงมันจะค้างแล้วโหลดต่อก็เหอะ (ช่วงไหนกระตุกมากๆ ละครบ้านผมจะจบช้ากว่าบ้านอื่นประมาณ 10 นาที 55555+) ทุกวันนี้เลยกลายเป็นว่า ถ้าจะโหลดอะไรช่วงที่จะมีคนดูทีวีละก็ ทีวีต้องสลับไปใช้หนวดกุ้งหาคลื่นเหมือนเดิม...เป็นงั้นไปวุ้ย

การใช้งาน : ดูทีวี / ดูหนัง

6. Amazon Kindle Touch


ตัวสุดท้ายครับ e-Book Reader ตัวนี้ซื้อมานานพอสมควรแล้ว ประมาณช่วงงานรับปริญญาที่ราชภัฏเมื่อปีที่แล้วก่อนไปเรียนต่อ สั่งซื้อจากเว็บ http://kindle-thailand.in.th ในราคาประมาณ 6,000 บาท ช่วงแรกๆ ก็ใช้เยอะนะ อ่านสี่แผ่นดินไปเกือบจบแล้ว (ที่ยังไม่อยากอ่านให้จบเพราะเสียดายความสนุก) อ่านการ์ตูน PDF ก็หลายเรื่อง บางทีก็เอามาอ่าน Novel ฝึกภาษาบ้าง ใช้ประโยชน์ได้เยอะครับสำหรับการอ่านหนังสือเนี่ย อยากให้มีหนังสือภาษาไทยทำขายใน Format นี้เยอะๆ คนไทยคงจะรักการอ่านขึ้นมามากเลยทีเดียวแหละครับ

แต่ช่วงหลังจากเกิดอุบัติเหตุและพักรักษาตัว เจ้า Kindle นี่กลับไม่ค่อยได้เอามาใช้เท่าไร เพราะว่าข้อจำกัดของมันคืออ่านที่มืดไม่ได้ แล้วส่วนใหญ่เวลาว่างพอที่จะอ่านหนังสือได้ก็ดันเป็นตอนกลางคืนซะอีก ก็เลยกลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วงนี้ออกจะเหินห่างกันไปซักหน่อยครับ

การใช้งาน : อ่าน e-Book สถานเดียว

จบแล้วครับสำหรับนานาสารพัดอุปกรณ์ที่อยู่ข้างเตียงผม ณ ตอนนี้ เขียนเพลินเลยยาวไปหน่อยอย่าว่ากันนะครับ :)