หน้าเว็บ

18 กรกฎาคม 2558

199 | ประสบการณ์ใน Kindle Store

เมื่อเดือนที่แล้วได้ Kindle Paperwhite ราคาถูกมาจากพี่สาวพี่ต้นที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นและฝากซื้อมาให้ ซึ่งมันก็ถูกกว่าซื้อจากร้านในไทยไปเกินครึ่งจริงๆ แต่ก็พลาดครั้งใหญ่ตรงที่ไปเลือกรุ่น 3G เพราะตอนนั้นกำลังลดราคาถูกลงไปอีก 3,000 เยน แต่มารู้ทีหลังว่าเครื่องญี่ปุ่นใช้ 3G นอกประเทศไม่ได้ 55555+

หลังจากนั้นก็ตั้งอกตั้งใจว่าจะซื้อ eBook มาอ่านแบบจริงๆ จังๆ เสียทีหลังจากที่เครื่องที่แล้ว (Kindle Touch 4) ใช้มานานก็ไม่เคยได้อ่านอะไรนอกจากการ์ตูนกับสี่แผ่นดิน (ซึ่งก็ยังอ่านไม่จบ) ก็เลยกรอก Payment Method เรียบร้อย กดซื้อหนังสือที่ลดราคารายวัน (Daily Deal) มาอ่านได้สองเล่มครับ

เล่มแรก The Ghost Bride (Yangsze Choo) เป็นนิยายแนวผีๆ ได้มาในราคา $0.99 ถูกโคตร !!!



เล่มที่สอง Don't Know Much About Mythology (Kenneth C. Davis) แนวสารคดี อันนี้แพงขึ้นมานิดนึงอยู่ที่ $1.99 แต่ก็ถือว่าโคตรถูกอยู่ดีสำหรับหนังสือแนวนี้


แล้วพอเล่นกับระบบซื้อขายของ amazon ไปสักพัก ก็เกิดไปแก้ไขที่อยู่ในนั้นให้เป็นที่อยู่ปัจจุบัน (แน่นอนว่าประเทศไทย) โดยที่ไม่ได้คิดอะไร แต่ทว่า...ผ่านไปสักพักโดยที่ไม่ได้สังเกต ก็รู้สึกว่าทำไม Daily Deal วันหลังๆ ราคามันไม่ค่อยถูกเหมือนวันแรกๆ ที่ลองซื้อวะ?

ปรากฏว่าการที่ไปตั้งที่อยู่ในการชำระเงินเป็นประเทศไทย ทำให้โดนบวกราคา (ซึ่งเดาว่าคงเป็นภาษี) เข้าไปอีก $2.00 สำหรับหนังสือทุกเล่มเลย !!!

(ตอนนี้เปลี่ยนไปอยู่อเมริกาเรียบร้อยแล้วครับ คือ $2.00 มันก็ไม่แพงมากเท่าไรหรอก แต่แบบว่าเสียดายอะ อยากได้ราคาที่มันลดแบบจริงๆ มากกว่าอะเนอะ)

จริงๆ ความสนุกที่ได้เล่นกับ Kindle Store ในช่วงนี้ยังมีอีก อันนึงที่ชอบมากคือ Kindle Direct Publishing (KDP) แต่ตอนนี้เพิ่งจะได้ทดลอง คือเอาหนังสือแนว Public Domain มาทำขาย ส่งไป 3 เล่ม ผ่านเล่มเดียวอีกสองอันไม่รู้ว่าติดอะไรเลยปล่อยไว้ก่อน ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเก็บข้อมูลที่จะเอามาเขียนหนังสือของตัวเองจริงๆ ขายมั่ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้เรื่องหรือเปล่า รึอาจจะเบื่อเลิกทำไปซะก่อน :P


หนังสือที่ผ่านเล่มเดียวและกำลังขายอยู่ใน Kindle Store คือข้างบน เอาเรื่อง Twelve Years a Slave ซึ่งชอบมากเป็นการส่วนตัว มาทำปกใหม่, ทำ TOC ใหม่ แล้วก็จัดหน้าใหม่นิดหน่อย ตั้งราคาไว้ที่ $0.99 ซึ่งต่ำสุดเท่าที่ KDP กำหนด (จริงๆ อยากปล่อยฟรีด้วยซ้ำ) ตอนนี้ยังนิ่งสนิทไม่มีอะไรเคลื่อนไหวซึ่งก็ไม่แปลกใจเพราะหนังสือเล่มนี้มีเยอะมากใน Kindle Store 5555555+

25 มีนาคม 2558

198 | ICISA 2015

เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปนำเสนอผลงานระดับนานาชาติเป็นครั้งแรกในชีวิตที่พัทยาครับ งานนั้นคือ

ICISA 2015 (The 6th International Conference on Information Science and Applications)

ผู้รับผิดชอบงานก็คือ iCatse ร่วมกับ Springer (ปีก่อนๆ เป็น IEEE) ดูเหมือนจะผลัดกันจัดงานเวียนกันระหว่างประเทศไทยและประเทศเกาหลีใต้ ปีนี้ดีหน่อยวนมาถึงไทยเลยไม่ต้องไปไกล
งานจัดระหว่างวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ 2558 ณ โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ พัทยาครับ

เว็บไซต์หลักของงาน: http://icisa2015.org/

การไปงานนี้ก็เป็นการเริ่มต้นอะไรครั้งแรกหลายๆ อย่างครับ อย่างเช่น
- ได้ทำ Paper เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก
- ได้นำเสนองานเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ ครั้งแรก
- ได้เจอค่าลงทะเบียนแพงมหาโหดครั้งแรก ($620)
- ได้ไปนำเสนองานแบบตัวคนเดียวครั้งแรก (คือไม่มีเพื่อนและอาจารย์ไปด้วยเลย)
- ได้ขับรถทางไกลครั้งแรก (นครสวรรค์-พัทยา) แถมไม่มีใบขับขี่ 55555
- ได้เที่ยวกับครอบครัวครั้งแรกหลังจากขาที่หักหายดีแล้ว

แต่พอทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้วก็ถือว่าเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ดีสุดยอดมากๆ ครับ ทีนี้จะเล่าถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เจอมาครับ

สถานที่
อย่างแรกคือ งาน Conf นี้จัดที่โรงแรมหรูมากๆ (โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ อยู่ตรงพัทยาเหนือ) วันแรกที่ไปถึงก็วนรถไปดูโรงแรมก่อนเลย ซึ่งก็ตกใจพอตัวแล้วว่าทำไมดูยิ่งใหญ่จัง จนวันแรกที่ไปลงทะเบียนนั่นแหละครับ ทั้งห้องเปิดงาน ห้องนำเสนองานแต่ละห้อง แม้แต่ห้องโถงที่ไว้ทานเบรคและมื้อเที่ยงยังโคตรหรูหราเลยครับ อยากจะถ่ายรูปมาเหมือนกันแต่ตื่นเต้นลนลานมากไปเลยดูรูปจาก Facebook ของงานละกันครับ


อันนี้ห้องใหญ่ที่ไว้เปิดงานและฟัง Invited Speaker


บริเวณโถงที่ไว้ทานเบรคและมื้อเที่ยง


ห้องนำเสนองานแต่ละห้อง ข้างในเหมือนกันหมด


ของติดไม้ติดมือ
เนื่องด้วยว่าค่าลงทะเบียนงานนี้มันแพงเหลือเกิน ($620 ตีเป็นเงินไทย ณ วันจ่ายตังก็ประมาณ 20,000 กว่า) ก็เลยคาดหวังว่าของที่ระลึกในงานมันต้องคุ้มค่าน่าสะสมแน่ๆ เลยเว้ย ซึ่ง Conference Package ทีไ่ด้มามีดังนี้ครับ

- หนังสือรวม Abstract 1 เล่มบางๆ
- ป้ายห้อยคอ 1 อัน
- กระเป๋าผ้าดิบหูรูดเหมือนเป้เด็กวัยรุ่นสมัยก่อน สรีนลายนกลายช้าง 1 ใบ (ผิดหวังมากๆ)
- USB Drive ยี่ห้อ Apacer ที่ใส่ไฟล์เล่มเต็ม 1 อัน
- ไม้ Selfie 1 อัน (ห๊ะ??)
- จบงานได้ใบ Certified อีก 1 ใบ

หมดแล้วครับ มีแค่นี้เอง อุตส่าห์หวังจะได้เสื้อหรือเป้สักใบ -_-

แต่ก็เข้าใจนะว่าสถานที่จัดงานค่าเช่าคงแพง บวกค่านู่นนี่นี่นั่นหลายๆ อย่างก็พอรับได้อยู่ (อาหารเบรคในงานคุณภาพสูงมาก กาแฟสด, ชาสำเร็จรูปคุณภาพดีเติมไม่อั้น เครื่องดื่มพวกน้ำแร่, น้ำอัดลมยี่ห้อต่างๆ หยิบดื่มได้ตามพอใจ) ก็ถือว่าเอาเฮอะ 555555

เสื้อผ้าหน้าผมและพิธีการ
ในงานนี้แบ่งการนำเสนอเป็น 3 ประเภทคือ Poster, Oral และ Workshop (ผมนำเสนอแบบ Oral) ซึ่งคนที่มานำเสนองานนี่ก็น่าจะเป็นพวกนักวิชาการ, อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักศึกษาปริญญาโท-เอก หลากหลายชาติครับ ที่เยอะๆ จะเป็นคนจีน (หรือเกาหลีนี่แหละ) รองลงมาก็พวกชาวแขก คนไทย แล้วก็ฝรั่งครับ ซึ่งขอบอกเลยว่าตั้งแต่วันแรกยันวันสุดท้าย ผู้ร่วมงานที่แต่งกายเรียบร้อยที่สุดต้องยกให้ชาวไทยครับ

คือเวลาไปงานพวกนี้ คาแรกเตอร์ของคนไทยจะเด่นชัดมาก ต้องมีเสื้อสูททั้งแบบสูทเต็มรูปแบบและแบบรูดซิป ต้องเป็นเสื้อเชิ๊ต กางเกงสแลค รองเท้าหนัง เรียกได้ว่าเหมือนมาเป็นประธานเปิดงานยังงั้นเลยละครับ แต่กลับกันพวกชาวจีน-เกาหลีจะแต่งตัวเหมือนเดินห้าง ผู้ชายจะใส่เสื้อเชิ๊ตแขนสั้นบ้าง คอปกบ้าง กางเกงยีนเกือบหมด รองเท้าก็ผ้าใบซะส่วนใหญ่ ส่วนผู้หญิงเสื้อจะเป็นแบบพริ้วๆ เลยครับ กางเกงก็กางเกงผ้า รองเท้าแตะหุ้มส้น ไม่เห็นมีใครใส่กระโปรงเลยซักคน ยิ่งชาวแขกนี่ยิ่งโดดเด่น บางคนมาเสื้อยืดคอกลม กางเกงเล (เฮ้ย) รองเท้าแตะหูคีบ (เฮ้ยเฮ้ย) ยังกะเพิ่งตื่นนอนหรือเพิ่งขึ้นมาจากทะเล แต่พวกนี้ส่วนน้อยนะครับเหมือนมันไม่ค่อยสนโลกเท่าไร นอกนั้นก็จะออกแนวลำลองสบายๆ มากกว่า มีแต่คนไทยนี่แหละครับที่จัดเต็มที่สุดแล้ว

ส่วนของผมเคยเห็นแนวมาบ้างเวลามีงาน Inter Conf ที่มหาลัยเลยพอรับมือถูก ก็เลยใส่เสื้อเชิ๊ตทำงานพับแขนปล่อยชาย กางเกงยีนและรองเท้าผ้าใบ มองดูรวมๆ แล้วก็กลมกลืนกับพวกแขกหรือพวกจีนเหมือนกันครับ

ส่วนพิธีการก็ถูกใจสุดๆ ครับ คือมีแค่พิธีกรของงานออกมากล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงานทุกท่าน เล่าถึงว่าในงานนี้มีผู้ส่งผลงานทั้งหมดเท่าไร ผ่านการคัดเลือกเท่าไร และคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขชัดๆ ในงานผมฟังไม่ทัน รู้แค่ว่าผลงานที่ผ่านคิดเป็น 30% ของที่ส่งมาทั้งหมด) พูดแค่นี้แล้วก็เริ่มเชิญ Invited Speaker ขึ้นพูดเลยครับ โอ้โหมันช่างกระชับได้ใจอะไรเช่นนี้ ไม่ต้องมีกล่าววัตถุประสงค์ของงาน, กล่าวรายงานแก่ท่านประธานในพิธี หรือแม้แต่ท่านประธานในพิธีก็ยังไม่มี โอ้ววว

(ตอนที่พิธีกรดำเนินรายการ ผมสังเกตว่า Editor ของงานนี้ยืนถ่ายรูปอยู่ด้านหลังทั้งๆ ที่ตัวแกนั่นแหละน่าจะเป็นประธานเปิดงาน)

LNEE
ข้อดีอีกอย่างของงานนี้คือ ทุก Paper ที่ Accept จะได้ลงใน Lecture Notes in Electrical Engineering (LNEE) ของ Springer ด้วย ซึ่งมันเป็นอะไรที่หรูหราสุดยอดมากเพราะในสายเราใครๆ ก็รู้ว่า Paper ของ Springer นั้น Impact สูงและราคาแพงมาก (เคยเจอเล่มนึงมาขายตอนงาน Book Fair ราคา 7,000 กว่าบาท) ขนาดที่มหาลัยยังไม่รับ SpringerLink เลยเพราะมันแพงเหลือเชื่อ และการได้ Indexed ใน Springer นี้มันราวกับความฝันเลยทีเดียวละครับท่านเอ๊ย


เล่มที่งานผมได้ลง LNEE 339

นอกจากนี้มันยัง Indexed ใน ISI, Scopus อีกนะ แถมตอนนี้ LNEE ยังอยู่ใน Q3 ซึ่งก็ถือว่าโอเคเลยละ

เท่าที่อ่านจากในเว็บของงาน เดิมทีงาน ICISA ที่จัดมาครั้งก่อนๆ เนี่ยจะอิงกับ IEEE มาตลอด แต่เพิ่งจะมีครั้งล่าสุดคือปีนี้ที่เปลี่ยนมาเป็น Springer ซึ่งก็เสร็จเราเลย :)

คืนแรกที่ไปถึงพัทยา อาจารย์ที่ปรึกษา (ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ เสน่ห์ นมะหุต) ก็ได้ส่งเมลมาว่างานเราได้ถูกเอาขึ้นในเว็บของ Springer แล้วนะ เห้ย !! อะไรมันจะไวขนาดนี้ O_O คลิกเข้าไปดูเลยครับ


$29.95 แน่ะ


Invited Speaker
วันแรกที่ไปก็แค่ลงทะเบียนเอาของแล้วก็อยู่ฟัง Invited Speaker ท่านนึงครับ คือ ศ.ดร.กาญจนา กาญจนสุต จาก AIT ซึ่งท่านก็มาในชุดเสื้อผ้าหน้าผมที่ทำให้ต้องตะลึงอีกคน คือท่านเล่นเสื้อผ้าฝ้าย กางเกงผ้าฝ้าย สีขาวหม่นๆ (นึกถึงชุดสไตล์ม่อฮ่อมแต่เป็นสีขาวๆ) มีผ้าพันคอหนึ่งผืน มองยังไงก็เหมือนท่านกำลังจะไปปฏิบัติธรรมมากกว่ามางานวิชาการครับ 5555555

อาจารย์กาญจนาพูดเรื่องเกี่ยวกับระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับโรงเรียนห่างไกล ซึ่งก็ได้พัฒนาอุปกรณ์และเทคนิคต่างๆ ขึ้นมาใช้เองโดยเน้นว่าต้องมีราคาถูก (ใช้ Raspberry Pi เป็นบอร์ดหลัก มีบางช่วงที่ต้องขยายสัญญาณก็เอากะทะทำกับข้าวมาต่อเป็นจานคล้ายๆ จานดาวเทียม) และประสิทธิภาพดี (ต้องดู Youtube ได้ลื่นไหลระดับเน็ต 3G, 4G เพราะสื่อการเรียนส่วนใหญ่ให้เด็กดูจาก Youtube)


Invited Speaker ท่านแรก ศ.ดร.กาญจนา กาญจนสุต

ตอนนำเสนอท่านก็ภาษาอังกฤษล้วนครับซึ่งก็ฟังออกเป็นส่วนใหญ่ แต่คงเพราะเราไม่ได้จับงานทางด้านนี้มานานพวกศัพท์เฉพาะหรือเทคนิคใหม่ๆ บางอันก็ไม่คุ้นเคยเลยอาจจะหลุดไปบ้าง แต่โดยรวมก็เป็นงานที่ดีและมีคุณค่ามากครับ (มีผู้ร่วมงานท่านนึงที่มีคำถามเยอะสุดแกมาจากอินเดีย แกว่างานนี้เหมาะกับการนำไปใช้ในประเทศแกมากๆ) ส่วน Invited Speaker ท่านที่สองผมไม่ได้อยู่ฟังเพราะอยากพาพ่อกับแม่ไปเที่ยวมากกว่าก็เลยออกมาก่อน

วันนำเสนอ
วันรุ่งขึ้น (ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน) ก็ถึงคิวที่จะต้องนำเสนอแล้วครับ

ไปเจออาจารย์สองท่านที่มาจากคณะวิทย์ มน.เช่นกัน ก็คืออาจารย์ฝง (หัวหน้าภาคคอมฯ) กับอาจารย์อนามัย (ภาคคณิตฯ) ที่ไปนำเสนองานเช่นกัน ห้องเดียวกันกับผมแต่เป็นตอนบ่าย ผมอยู่ในกลุ่มเช้าและเป็นคนสุดท้ายของกลุ่มแรกก่อนเบรคทานของว่าง ก็เลยกะว่ารีบๆ พูดๆ ให้เสร็จแล้วก็รีบกลับดีกว่า

Chair ในห้องของผมมีคนเดียวเป็นฝรั่งแถมพูดฟังยากอีกตะหาก กำลังคิดๆ อยู่ว่าถ้าโดนถามขึ้นมาจะฟังออกมั้ยวะเนี่ย ก็สังเกตดูว่าคนแรกๆ ที่ขึ้นไปนำเสนอ ไม่โดน Chair ถามเลย แต่จะมีบางคนที่โดนผู้เข้าฟังถามบ้างเล็กน้อย อันนี้ก็พออุ่นใจขึ้นมาบ้าง และพอสังเกตผู้เข้าฟังในห้องก็พบว่าเป็นคนจีนและเกาหลีเป็นส่วนใหญ่ มีแขกกับฝรั่งปนมานิดหน่อย (และชอบถาม) นอกนั้นก็มีคนไทยอยู่จำนวนหนึ่ง

ฟังคนอื่นพูดไปเพลินๆ ก็ถึงคิวตัวเองละครับ เดินฉับๆ ไปหน้าเวที เสียบ USB Drive เอาไฟล์นำเสนอมาลงเครื่องที่เปิดไว้ให้ แล้วก็ร่ายเลยครับ


คนทางซ้ายคือ Chair ส่วนเรามองจอในคอมไม่ถนัดเลยขอออกมายืนข้างนอกเลย


หน้าจอนี้คือกำลังเล่าถึงผลการทดลอง

ตอนกำลังพูดๆ ไปก็แอบมองผู้ฟัง บร๊ะ !!! มองกันตาแป๋วเลย แถมบางคนมีพยักหน้าหงึกๆ อาการแบบนี้สันนิษฐานไว้เลยครับว่า มันต้องมีคำถามในใจแล้วแหงๆ และพอตูเอ่ยคำว่า Any Question? เมื่อไร ไอ้คำถามเหล่านั้นมันต้องพรั่งพรูออกมาท่วมตูจนมิดหัวแน่น๊อนนนนน

นำเสนอไปก็เตรียมใจไปละครับ เจอฝรั่งถามยังไม่เท่าไร กลัวเจอแขกกะจีนถามนี่ฟังไม่ค่อยออก ผมประมาณว่าน่าจะใช้เวลาไปทั้งหมดประมาณไม่ถึง 10 นาทีเพราะรู้ตัวว่าพูดเร็วมาก จนนำเสนอเสร็จ Chair ก็ถามทุกคนในห้อง Any Question?

ปรากฏว่าเงียบจ้า !!! ไม่มีใครถามเลย Chair ก็บอก โอเค แยกย้ายไปดื่มน้ำปัสสาวะได้แล้วจ้ะทุกคน โอ้...มันช่างรวดเร็วฉับไวอะไรปานนี้หนอ

รับใบ Certificate เสร็จ ก็เสร็จสิ้นภารกิจครับ ออกมาโทรเรียกพ่อกับแม่มาทานเบรคอย่างสบายใจ อิ่มหนำสำราญแล้วก็เตรียมกลับนครสวรรค์บ้านเกิด

ก่อนกลับจะชวนถ่ายรูปที่บอร์ด ก็พอดีมี Editor (Mr.Kuinam J. Kim) มาคุยด้วย แกก็ทักทายพ่อกับแม่ แล้วก็ถามว่าทำไมรีบกลับ เราก็บอกว่าบ้านไกลครับท่าน ต้องรีบกลับพรุ่งนี้มีงานต้องทำ แกก็พยักหน้าหงึกๆ ว่าอยู่ทานข้าวเที่ยงก่อนสิแล้วค่อยกลับ (อ้าว ก็บอกว่ารีบเว้ย) สุดท้ายก็ถ่ายรูปหมู่กันก่อนกลับครับ


ครอบครัวข้าพเจ้าถ่ายรูปร่วมกับ Editor Mr.Kuimam J. Kim หน้างาน

เสร็จภารกิจเรียบร้อยครับกับงาน ICISA 2015 เดินทางกลับบ้าน ก่อนกลับถึงนครสวรรค์มีแอบแวะไหว้พระที่อยุธยาอีกหน่อยนึง กว่าจะถึงบ้านจริงๆ ก็ค่ำละครับ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวพอสมควรก็เลยหลับเป็นตาย (ด้วยความสบายใจ)

ผลงาน
อันนี้เป็นหัวข้อเรื่องกับบทคัดย่องานที่ไปนำเสนอมาครับผม ส่วนใครที่สนใจเอกสารฉบับเต็มสามารถไปโหลดเอาได้ที่ ResearchGate นะครับ

A Semantic Similarity Assessment Tool for Computer Science Subjects Using Extended Wu & Palmer's Algorithm and Ontology

Chayan Nuntawong, Chakkrit Snae Namahoot* and Michael Brückner

Abstract

This paper presents a process model and a system for calculating the correspondence between the content of courses in Computer Science with the standard of The Thailand Qualifications Framework for Higher Education (TQF: HEd). The aim is to improve the curriculum of universities in Thailand by meeting the standards and decreasing the duration of the operation to be more convenient. We designed an ontology of courses and TQF: HEd, and then we developed the system as a web application that can map the information from two ontologies using the extended Wu & Palmer’s algorithm and WordNet. At last, the system summarizes the consistency of the course descriptions with the body of knowledge of TQF: HEd. Tests with sample data show that this method indicates whether the course description is consistent with the standards or not. It also indicates the relative importance of each part of the body of knowledge in teaching of this subject as well.

(*Corresponding Author)

Future Works
สำหรับงานหน้าก็คงต้องเป็น Inter Conf แบบนี้แหละครับเพราะว่าต้องเริ่มเอามาเคลมจบแล้ว ก็หวังว่าจะมีโอกาสได้ไปงานดีๆ แบบนี้อีกครับ :)



***ขอบคุณรูปภาพบรรยากาศในงานทั้งหมดจาก Facebook Page iCatse ครับ***

12 พฤศจิกายน 2557

197 | จัดเกมบน 3DS อีกแล้วอีกแล้ว

ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 ครับ

Harvest Moon 3D: A New Beginning



เกมปลูกผักระดับตำนาน เคยเล่นภาคนึงใน PSP ก็สนุกดีครับ ภาคนี้ก็ไม่ค่อยต่างกันมาก มีอะไรๆ ให้ทำเยอะแยะหมดในแต่ละวันจนเวลาไม่ค่อยจะพอ
ข้อดี : เกมสนุกตามแนวปลูกผัก
ข้อเสีย : ภาพไม่สวย เฟรมเรตตก

Etrian Odyssey Untold: The Millennium Girl



แผ่นนี้ได้มาจาก Play-Asia ตอนลดราคา เป็นเกมแนว Dungeon RPG ที่เดินไปเดินมาใน Dungeon แต่ละชั้น เนื้อเรื่องค่อนข้างยาวมากและมีจำนวนชั้นเยอะเหลือเกิน แต่โดยรวมก็ถือเป็นเกมที่สนุกมากครับ มักจะหยิบเอามาเล่นบ่อยๆ เวลาเบื่อเกมอื่น
ข้อดี : เกมสนุก เล่นไม่ยาก ความยาวคุ้มราคามาก
ข้อเสีย : กราฟิกออกแนวโบราณไปนิดนึง ฉากต่อสู้คล้ายๆ SMT IV

Samurai Warriors Chronicle



ได้มาจาก Play-Asia ตอนลดราคาเช่นกัน เกม Action แนว Musou ที่คุ้นเคยดี เป็นเกมที่เล่นได้เรื่อยๆ และสนุกตามสไตล์ของเขาแหละครับ เวลาตีทหารราบกระจัดกระจายทีนี่โคตรสะใจ
ข้อดี : ฉากต่อสู้มันเวอร์แบบ Musou ตัวละครก็ออกแบบได้งดงาม
ข้อเสีย : เกมมันออกมานานแล้วระบบอะไรๆ ก็ดูโบราณไปบ้าง

Metal Gear Solid 3D: Snake Eater



หลงคำชมในเน็ตว่าเป็น MGS ภาคที่สนุกมากเลยหลวงตัวซื้อมาตอน Play-Asia ลดราคา (แบบถูกโคตรๆ) แล้วก็พบว่าเป็นเกมที่เสียดายเงินอย่างยิ่ง คือมันไม่ใช่แนวเลยสักนิดอะครับ เล่นมาเกือบ 2 ชั่วโมงยังไม่พ้นฉากแรกแถมอึดอัดกับระบบการเล่นของมันแบบสุดๆ ถืงว่าทำไม Play-Asia ถึงเอามาลดบ่อยมากๆ
ข้อดี : ยังหาไม่เจอ
ข้อเสีย : เกมไม่สนุกเลย (คหสต.) ซื้อมาเล่นแล้วเสียดายตัง

Street Fighter IV 3D Edition



เป็นเกมในตำนานอีกเกมนึงที่เล่นมาตั้งแต่เด็กๆ สำหรับภาคนี้เคยเล่นใน iOS มาแล้วเลยค่อนข้างคุ้นเคยอยู่ แถมเกมก็ทำระบบให้ออก Combo ง่ายขึ้นไปอีก ภาพตอนเปิด 3D ก็สวยงามจนน้ำลายไหล เอาไว้เล่นได้ยาวๆ ไม่เบื่อครับเกมนี้
ข้อดี : ระดับที่คนเล่น Street Fighter รู้กันดี
ข้อเสีย : เวลาเปิด 3D ภาพมันชอบหลุดโฟกัสเพราะเราต้องขยับเครื่องไปมาบ่อย

Paper Mario Sticker Star



อันนี้ได้มาในราคาที่ถูกมากๆ จาก Play-Asia แล้วก็สนุกสมคำร่ำลือจริงๆ ภาพน่ารัก เกมเพลย์แบบ JRPG เข้าใจไม่ยากนัก เก็บไว้เล่นยาวๆ เพราะเสียดายไม่อยากรีบจบเร็ว 555555+
ข้อดี : เกมเพลย์สนุก ภาพสวยมาก
ข้อเสีย : บางฉากก็ผ่านยากไปหน่อย

Super Mario 3D Land



อันนี้สนุกจริงสมราคา Mario เลย ภาพ 3D ตื่นตาตื่นใจมาก ได้มาจาก Play-Asia แบบโคตรเซอไพรส์เพราะปกติไม่ค่อยเอา Mario มาลดเท่าไรนัก ซื้อมาแล้วคุ้มสุดยอดจริงๆ
ข้อดี : เกมสนุกตามมาตรฐาน Mario ภาพ 3D โคตรอลังการ
ข้อเสีย : ยังหาไม่เจอ

New Super Mario Bros.2



ตรงข้ามกับอันข้างบนเลย สำหรับผมแ้วผมว่ามันยากมากๆ เลย การควบคุมตัวละครก็ยาก ฉากหลายๆ ฉากก็ผ่านยาก ตอนนี้เลยเล่นได้ไม่ถึงไหนเลย เสียดายจริงๆ ที่ตัวเองไม่ถนัดแนวนี้ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นเกมที่ดีมากๆๆ
ข้อดี : คุณภาพเกมตามมาตรฐาน Mario
ข้อเสีย : สำหรับผมมันยากเกินไป T_T

The Legend of Zelda: A Link Between Worlds



สนุกมาก สนุกจริงๆ เป็นเกมที่เล่นรวดเดียว 4 วันจบแล้วยังรู้สึกเสียดายอยากกลับมาเล่นใหม่ เป็นเกมที่สร้างต่อจากภาค A Link to The Past เมื่อสมัยโน้น (แผนที่เดียวกัน) ส่วนตัวเป็นเกม Zelda เกมที่สองในชีวิตที่ได้เล่น รู้สึกประทับใจกับมันมากจริงๆ
ข้อดี : เยอะแยะไปหมดจนไม่รู้จะยกย่องมันยังไงดี
ข้อเสีย : อยากให้เกมยาวกว่านี้อีกหน่อย 20 ชม.มันน้อยไปง่ะ

Bravely Default



อีกหนึ่งเกมดังที่กำลังจะมีภาคต่อ เกมมาแนว Final Fantasy แบบไม่ต้องพิสูจน์เลย แต่ก็สนุกและสมบูรณ์แบบตามคุณภาพระดับ Square Enix แต่เกมนี้ยังเล่นไม่จบเพราะพอมาถึงช่วงครึ่งหลังของเกมชักรู้สึกเซ็งกับเนื้อเรื่อง (ขออนุญาตไม่ Spoiled) ก็เลยพักไว้ก่อน
ข้อดี : เป็นเกม JRPG ที่สมบูรณ์แบบมากๆ
ข้อเสีย : เนื้อเรื่องช่วงครึ่งหลังทำเอาเซ็งจนขี้เกียจเล่นต่อ

Donkey Kong Country Returns 3D



เกมนี้ได้ Redeem มาฟรีจาก eShop ครับ ก็เป็นเกมสไตล์คล้ายๆ Mario ที่ผมแพ้ทางอีกเช่นเคย ก็เลยต้องเก็บไว้ก่อน T_T
ข้อดี : ภาพสวย เกมเพลย์เข้าใจง่าย
ข้อเสีย : มันยากไปสำหรับผมอีกแล้ว

Tomodachi Life



เกมที่โด่งดังและขายดีมากในเวอร์ชั่น JP เรารับบทเป็นผู้ดูแลหอพักที่มีแต่พวกตัวละครที่เราสร้างเอง แต่ละตัวก็มีนิสัยแตกต่างกัน และก็จะมีคำร้องขอความช่วยเหลือมาเรื่อยๆ เป็นเกมที่เล่นได้เพลินๆ ยาวๆ ไม่มีตอนจบครับ เกมนี้จะเอามาเล่นบ่อยๆ เล่นทีนึงก็ 2-3 ชม.
ข้อดี : รูปแบบเกมที่สบายๆ แต่มีอะไรให้ทำเยอะ เล่นแล้วไม่เครียด
ข้อเสีย : ยังหาไม่เจอ

Disney Magical World



เกมแนว Animal Crossing ผสม Action RPG ที่มี Theme เป็น Disney เกมนี้ผมตัดสินใจซื้อเพราะความฝันในวัยเด็กล้วนๆ เลยครับ ตัวละครของเราต้องทำอะไรเยอะแยะไปหมดทั้งปลูกผัก, เปิดร้านอาหาร, สร้างของ, ทำชุด แถมยังต้องไปทำเควสอีก เล่นกันได้อีกยาวนานเลยครับ
ข้อดี : เกมเพลย์หลากหลายมาก แถมโลกของ Disney ก็โดนใจเด็กหนวดอย่างผมอยู่แล้ว :)
ข้อเสีย : ยังหาไม่เจอ

One Piece: Unlimited World R



เกมจาก One Piece ที่มีเนื้อเรื่องใหม่เฉพาะในเกมนี้เลย แนวการเล่นคล้ายๆ เกมข้างบนแต่จะเน้น Action มากกว่า เราจะเก็บเลเวลไปด้วยระหว่างที่ผ่านเนื้อเรื่อง ส่วนเวลาว่างก็ต้องมาสร้างเมือง อัพเกรดร้านค้า ปลูกผักนิดหน่อย แล้วก็รับเควสจากชาวบ้านอะไรทำนองนี้ เป็นเกมที่เล่นสนุกดีครับแต่ผมเก็บเอาไว้ก่อนเพราะยังอ่าน One Piece ไม่ถึงตอนล่าสุด บางตัวละครโผล่มานี่ไม่เคยเห็นเลยยังงงๆ ไปบ้าง เลยกะว่าให้อ่านการ์ตูนมาทันก่อนแล้วค่อยเอามาเล่นต่อ
ข้อดี : เกมเพลย์สนุก มีอะไรให้ทำเรื่อยๆ ฉาก Action ในเกมก็เจ๋งดี
ข้อเสีย : ตัวหนังสือในเกมเล็กอ่านยาก ไอเท็มก็ไม่ค่อยมีคำอธิบายว่าหาจากไหนหน้าตาเป็นไง

Fantasy Life



เกมนี้ดูดเวลาผมไปกว่า 20 ชม.แล้ว ผมยังเล่นไปได้ไม่ถึง 50% ของเนื้อเรื่องเลยครับ เป็นเกมแนวคล้ายๆ 2 เกมด้านบนแต่ว่า Open กว่ามาก เนื้อหาเหมือนกับจำลองเราไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกของ RPG ที่คุ้นเคยกันทั่วไป ตัวละครนึงเปลี่ยนอาชีพได้ 12 อาชีพ มีทั้งแนวบู๊, แนวหาของ และแนวคราฟต์ของ เล่นสลับไปมาบางทีก็งงๆ นะแต่ก็ถือว่ามันมีอะไรให้ทำเยอะมากเหลือเกิน ทั้งเควสหลักของเนื้อเรื่องและเควสชาวบ้าน เอาเป็นว่าเกมนี้คุ้มราคาสุดยอดแล้วครับเมื่อเทียบกับเวลาในการเล่น
ข้อดี : มีอะไรให้ทำหลากหลายมากๆ ฉากต่อสู้ในเกมก็ทำมาเข้าใจง่ายดี นึกถึงเกมอย่าง Ragnarok สมัยก่อน แถมความยาวเกมนี่มหาศาล เล่นกันเป็นร้อยชั่วโมงน่าจะอยู่
ข้อเสีย : บทสนทนาบางทีก็เยอะไปจนน่ารำคาญ เควสในเนื้อเรื่องหลักก็ไม่ค่อยมีอะไรเลยนอกจากคุยๆๆๆ แถม NPC บางตัวดันใช้ภาษา Slang อ่านไม่รู้เรื่องอีก

30 กันยายน 2557

195 | อัพเครื่อง + เคลม Magic Mouse

ในช่วงเวลาใกล้เช้าที่ผมกำลังจะเข้านอนนี้ จู่ๆ ก็อยากเขียน Blog ขึ้นมา แต่ด้วยความที่เริ่มง่วงเลยไม่อยากเล่าเรื่องยาวๆ มากนัก (ทั้งๆ ที่มีเรื่องยาวๆ รอไว้เล่าอยู่เพียบ) เลยเอาเรื่องสั้นๆ ที่ประทับใจมากมายมาเล่าก่อนละกัน

เรื่องมีอยู่ว่าตอนที่ซื้อ Macbook Pro ตัวนี้มานั้นได้ตัดสินใจซื้อ Magic Mouse มาด้วยเพราะเห็นจากคำร่ำลือมากมาย + ไปลองเล่นเองที่ iStudio แล้วประทับใจมากๆ คิดว่าโอ้วววว เจ้าสิ่งนี่แหละที่เกิดมาคู่กับ Mac อย่างแท้จริง ก็หวดมาเลยครับ

ไปๆ มาๆ เจ้าเมาส์แพงโคตรนี่ก็เริ่มออกลาย เริ่มจากอาการหนักสุดคือ ใช้ๆ ไปประมาณ 3 ชั่วโมงขึ้นไป Bluetooth จะตัดการเชื่อมต่อทันที แล้วต่อใหม่ไม่ได้ด้วยนะ ต้อง Restart เครื่องถึงจะใช้ได้ปกติ (อาการนี้ยังไม่พบจาก Windows 8.1 ที่ลงผ่าน Bootcamp หรืออาจเป็นเพราะว่าใช้งานทางฝั่ง Windows น้อยกว่า) ก็ลองหาในเน็ตว่ามีใครเจออาการเดียวกับเราไหม...ก็ไม่มี

จนวันนึงว่างๆ (จริงๆ ก็ไม่ใช่วันว่างหรอก คือไปซื้อ iPad Mini ที่ร้านเดิมแหละ วันหลังนึกได้จะเล่าอีกที) ก็เลยถามน้องพนักงานว่าอาการแบบนี้มันปกติหรือเปล่า น้องบอกว่าพี่เอามาเคลมเหอะ ของอยู่ในประกันไม่ต้องคิดไรมาก เราก็นะ...ซื้อมาไม่นานต้องเคลมแล้วเหรอวะเนี่ย ก็ยังดึงเกมไว้เรื่อยๆ ไม่อยากเอาไปเคลม จนวันนึงตังเหลือ (พูดเหมือนรวย) เลยอยากได้ Bluetooth Handfree สักอัน ก็เลยไปซื้อที่ร้านเดิมนี่แหละ แล้วก็พลอยถือ Magic Mouse ไปด้วย ไปถึงก็ยื่นเลยครับ อ่ะน้อง เคลมจ้ะ

น้องพนักงานบอกว่าพี่ ตอนนี้ ComSeven เปิดศูนย์รับเคลมสินค้าของ Apple โดยเฉพาะแล้วนะ ชื่อร้าน iCare อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านนี่เอง (ในใจนึกแว้บขึ้นมาเลยว่าเห้ย! ของมึงเสียง่ายเสียบ่อยขนาดต้องเปิดศูนย์เคลมเลยเรอะ) แต่ก็เอาไปส่งเคลมอย่างว่าง่ายอะนะ

พนักงาน iCare บอกว่า ขอรับของไว้เช็คก่อนนะครับ ประมาณ 2 อาทิตย์จะแจ้งกลับไปว่าต้องซ่อมหรือเปลี่ยนอะไรยังไง (มึงเช็คนานไปมั้ย 2 อาทิตย์) ชั่วโมงนั้นทำไงละครับ ยอมๆ ไปเหอะ

3 อาทิตย์ผ่านไป นานจนลืมไปแล้ว ก็เลยโทรไปทวงถามว่าเช็คเสร็จยังละนั่น น้องพนักงานบอกว่า โอเคพี่ คือส่งไปศูนย์แล้ว (ศูนย์ไหนอีก?) ตอนนี้ของเคลมส่งกลับมาแล้ว แต่ว่าติดทางกงสุลอยู่ ของเคลมล็อตนี้ติดพร้อมกันหมด...

ฟังรอบแรกถึงกับอึ้งว่าเห้ย กงสุลไหนวะ ส่งไปต่างประเทศเลยเหรอ

ผ่านมาได้ 2-3 วัน ทาง iCare ก็โทรมาบอกครับว่าของมาแล้ว แต่ด้วยความอึนก็เลยปล่อยไว้อีกเกือบสัปดาห์กว่าจะไปเอาของ ปรากฏว่า...

แกเปลี่ยนเมาส์ตัวใหม่ให้เลยครับ ห่อแรพมาแบบเนียนๆ เลย สติกเกอร์ในตัวเมาส์ยังแปะอยู่เลยด้วยซ้ำ ทาง iCare บอกว่า เช็คอาการแล้ว (แต่ตูว่าไม่ได้เช็คไรเท่าไหร่หรอก) ส่งศูนย์ ศูนย์เปลี่ยนตัวใหม่ให้เลยครับ ไม่ซงไม่ซ่อมไรละ

จากความรู้เท่าที่มี ศูนย์ Apple ที่ใกล้ที่สุดคือสิงคโปร์ (อ.อ้อแฟนอาจารย์ที่ปรึกษาเคยส่ง Macbook Air ไปเปลี่ยน SSD ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก) แสดงว่า Magic Mouse ตัวนี้มันคือตัวใหม่เอี่ยมจากสิงคโปร์เลยงั้นฤา ???

จนเอากลับไป Test นั่นแหละครับถึงรู้ว่ามันตัวใหม่จริงๆ Serial Number ใหม่เลย Mac OS X ต้อง Pair กันใหม่เลยละ สรุปว่า Magic Mouse ตัวเก่า (ซึ่งตกลงก็ไม่รู้สาเหตุว่าเป็นห่าไร) ก็โบกมืออำลาไปอย่างง่ายดายพร้อมกับส่งตัวใหม่มาทำหน้าที่แทนแบบฟรีๆ O_O



อันนี้คือ Magic Mouse ตัวใหม่จ้า

ที่น่ารักมากคือ แบตคู่ตัวตอนซื้อมามันหมดไปแล้ว เลยซื้อแบต Panasonic Evola จาก 7-11 มาใส่แทน ซึ่ง iCare ก็ถอดเก็บไว้ให้เรียบร้อย ตอนส่งคืนก็คืนมาด้วยแหละ :)

ตั้งแต่เข้าวงการคอมมานี่บอกเลยว่าดีลเลอร์ที่เคลมของได้ถูกใจที่สุดคงไม่พ้น DCOM (ที่ล้มหายตายจากไปแล้ว) ได้อย่างแน่นอน แบบว่าถือ Harddisk เน่าเฟะขนาดไหนไปส่ง ไม่เกิน 10 นาทีก็ได้ลูกใหม่มาใช้แบบเนียนๆ (ทั้งที่ไอ้ลูกที่ส่งเคลมตูอาจจะไปขโมยมาจากไหนก็ได้) แต่วันนี้คงต้องขอยก Apple (และ iCare ในฐานะผู้ดูแลการเคลม) ให้อยู่ในดวงใจเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งเจ้าแล้วละ

(อนึ่ง ขอไม่กล่าวยกย่องถึง Synnex สุดยอดบริษัทนักเคลมอีกเจ้า เพราะทั้งๆ ที่ศูนย์ก็อยู่ในจังหวัด และสินค้าของมึงก็เคลมกันโคตรบ่อยมากๆ โดยเฉพาะ Kingston แต่มึงก็ไม่ Stock ของเคลมไว้เลยสักครั้ง เคลมตั้งแต่ Micro SD ยัน External HDD รอ 2 อาทิตย์ตลอด มันนานไปปะวะ นี่ยังดีที่เคลมแค่ Accessories ถ้า HDD ตูเสียแล้วต้องรอขนาดนี้ตูไม่ตกงานเลยเรอะ)

เอิ่ม...สรุปคือเล่ามาทั้งหมดมีแต่เรื่องเคลมของ งั้นขอเล่าส่งท้ายนิดนึงละกัน เนื่องในโอกาสที่ช่วงนี้เงินก้นถุงเฟ้อมาก ข้าพเจ้าเลยจัดการผ่าตัด Macbook Pro ซะใหม่แบบโหดๆ ฉลองกันให้หมดตูดกันไปเลยละกันครับพี่น้อง

เริ่มจากอัพ RAM ก่อนเลย จากคู่ตัว 4 GB ไปซื้อ RAM จาก Kingston มาใหม่แบบโหดๆ 2 ตัว รวม 16 GB !!!



RAM Notebook ทั่วไปใช้กับ Macbook Pro ที่เป็น Intel Architecture ได้นะจ๊ะ (ดูรุ่นและ Bus ที่รองรับด้วย)

งาน RAM นี่หมดค่าเสียหายไปประมาณ 5,300 บาท ก็คือว่าคุ้มละสำหรับการที่จะไม่ต้อง Upgrade ไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

วันรุ่งขึ้นด้วยความที่ร้อน (อยากใช้) เงิน ก็ตามไปจัดอีกอย่างเลย SSD !!! งานนี้เช็คราคาและสถานที่จำหน่ายแล้ว ได้ตัวเลือกที่เหมาะที่สุดคือ 256 GB ของ Plexter (เขาว่ากันว่าใช้ชิปของ Toshiba ซึ่งแค่ได้ยินยี่ห้อก็แทบจะกราบละ) ถึงจะฟังดูโนเนมแต่ก็ยังน่าคบกว่า Intel และ Samsung เป็นไหนๆ



Plexter SSD 256 GB รุ่นห่าไรไม่รู้ละ ไม่ซีเรียส

อันว่า SSD นี้โดนค่าเสียหายไปอีก 5,550 บาท ทั้งสองอันซื้อจาก JIB เหตุผลเพราะหาราคาง่าย + เคลมง่าย (สาขาเยอะ)

อนึ่ง การซึ้ออุปกรณ์ IT ของข้าพเจ้านั้นพิจารณาง่ายๆ แค่ 3 อย่างคือ
1. สเป็คและราคาตรงกับที่ตั้งเป้าไว้
2. หาซื้อได้ในพื้นที่ใกล้เคียง (อยู่ต่างจังหวัดก็งี้แหละ ลำบากกันหน่อย)
3. มีของ (อันนี้สำคัญมาก ถ้าไม่มีของหรือต้องรอสั่งนี่ไม่เอาเลย วัยรุ่นใจฮ้อน)

ดังนั้นหากนัก Benchmark มาอ่านแล้วรู้สึกขัดใจก็ต้องขออภัยนะครับ ข้าพเจ้าใช้คอมทำงาน + เล่นเน็ต + ดูหนังฟังเพลง ไม่ได้เอาไว้เล่นเกมสเป็คเทพหรือไว้หาค่าทดสอบสูงๆ :)

สรุปคือเสียเงินเพิ่มไปหมื่นกว่า แต่สิ่งที่ได้มาคือความเร็วแบบโคตรๆ คือ Bottleneck Problem ตัดไปได้เลย (เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกว่าตูเอาชนะปัญหานี้ได้แว้ว) อีกอย่างคือไม่ค่อยกังวลแล้วเวลาแบก Notebook ไปทำงานนอกสถานที่แล้วกลัวมันจะสะเทือนไปถึง HDD อันนี้ขอบอกว่าโคตรโล่งมากๆ เพราะตั้งแต่ใช้ Notebook มาตั้งกะปี 46 ก็กังวลและพลาดเรื่องนี้มาตลอด ตอนนี้สบายใจมากแล้วละ

ณ ชั่วโมงนี้ขอบอกเลยว่ารัก Macbook Pro ตัวนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ รู้สึกว่าเปิดคอมแล้วมีความสุขมากจริงๆ ความเร็ว + ความสบายใจ มันทำให้การทำงานเราไหลลื่นขึ้นจริงๆ นะเออ

OK ตอนแรกกะจะแพล่มสั้นๆ ตอนนี้กลายเป็นยาวเฟื้อยเลย พอละ เรื่องยาวๆ (ยาวๆ จริงๆ นะเฮ้ย) ไว้เล่าต่อวันหลังละกัน นอนละ :)



05 กรกฎาคม 2557

194 | ข้าวซอย Instant

เมื่อวานไปได้อาหารแปลก (ที่มีมานานแล้ว) จาก Tesco Lotus ครับ


มันคือ "ข้าวซอยไก่" แบบปรุงสำเร็จ ของโรซ่าครับ ราคาประมาณ 50 บาทมั้ง

แกะกล่องออกมาก็จะเจอ 2 อย่างคือ ถาดใส่เส้นปิดด้วยฟอยล์และฝาพลาสติกกันกระเด็นเวลาเวฟ กับน้ำแกงอยู่ในซองฟอยล์ครับ ข้อเสียสำคัญคือไม่ให้อุปกรณ์รับประทานมาด้วยนี่สิ


ขั้นตอนแรกก็แกะฟอยล์ที่ปิดถาดออก ต้องแกะให้หมดก่อนเข้าไมโครเวฟนะครับ อันตรายๆๆๆ
เส้นข้าวซอย ทำมาได้ดูดีนะ เส้นมันจะเปียกๆ นิดหน่อยไม่ได้แห้งเหมือนมาม่านะ


ต่อมาก็เทน้ำแกงลงไปให้ทั่วๆ ครับ สังเกตว่ามีเนื้อไก่มาให้บ้างเล็กน้อยแต่ชิ้นเล็กมากๆ


เทเสร็จก็เอาฝาพลาสติกปิดเหมือนเดิม จะไม่ปิดก็ได้นะครับแต่รับรองว่าน้ำแกงกระเด็นแน่ๆ


เอาเข้าเวฟตามเวลาข้างกล่องเลยครับ ของผม 800w ก็ 1.30 นาที ตอนเวฟได้ยินเสียงโป๊ะเป๊ะชัดเจนเลย
ออกมาก็ร้อนจี๋เลยครับ (ถาดมันบางมาก บางกว่า ezyGo ของ 7-11 อีก)


หน้าตาดูดีทีเดียว


ในแง่รสชาติ ถือว่าโอเคครับ น้ำแกงค่อนข้างข้น รสชาติเข้มข้น เผ็ดกำลังดีไม่ต้องหาน้ำพริกเผาเติมเพิ่ม ส่วนเส้นก็อร่อยดีครับ แต่ก็คงเอาไปเทียบกับข้าวซอยที่เขาทำขายสดๆ ไม่ได้หรอกนะ เอาเป็นว่าลักษณะเส้นสัมผัสคล้ายๆ มาม่าที่กำลังจะอึด แต่หนึบกว่านิดหน่อยประมาณนั้น

ส่วนเรื่องปริมาณนี่ น้อยมากครับ ถ้าเด็กหรือสาวๆ กินก็คงอิ่มพอดี แต่สำหรับผู้ชายแล้วถือว่าน้อยไปครับ แต่ก็เอานะ เมนูเรียบง่าย เอาไว้กินตอนฉุกเฉินก็พอไหวอยู่ :)

21 มิถุนายน 2557

193 | ร้านกาแฟ?

ร้านกาแฟมีอะไรดี?
- มีกาแฟขาย
- มีเน็ตให้เล่น
- มีแอร์
- มีคนแจ่มๆ

ทำไมต้องมาร้านกาแฟ?
- มากินกาแฟ
- มาเล่นเน็ต
- มาตากแอร์
- มาดูคนแจ่มๆ

ทำไมกาแฟในร้านกาแฟต้องแพง?
- กาแฟมันแพงเอง
- บวกค่าเน็ต
- บวกค่าแอร์
- บวกค่าคนแจ่มๆ (?)

ทำไมต้องมานั่งทำงานในร้านกาแฟ?
- ได้กินกาแฟ
- ได้ใช้เน็ต
- ได้ตากแอร์
- ได้โชว์คนแจ่มๆ

...ตูกำลังเขียนอะไรอยู่? 55555555+

19 มิถุนายน 2557

192 | True Love - Coldplay (Ghost Stories)




ในอัลบั้มใหม่ของ Coldplay ที่มีชื่ออัลบั้มและปกที่โคตรจะเท่ว่า "Ghost Stories" ผมกลับรู้สึกเฉยๆ กับเพลงโปรโมทอย่าง Magic และ A Sky Full of Stars มาก โดยเฉพาะ Midnight นี่ยิ่งแล้วใหญ่เลย (ฟังตอนขับรถอาจมีตาปรือ แถมมีสำเนียงหากินที่มักจะได้ยินในหลายๆ เพลงของ Coldplay อีก) แต่เพลงที่ติดหูผมตั้งแต่แรกเลยก็คือ Always in my Head ครับ (Track 1) คือเพลงมันเท่มากกกกกกกกก เท่แบบนี้แหละที่อยากฟังมานาน แต่พอฟังมาเรื่อยๆ ก็เจอเพลงที่ทำให้ผมชะงักครับ

True Love (Track 4)

คือตอนฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่อาศัยสัมผัสจากอารมณ์ของดนตรีกับเสียงร้องของ Chris Martin แล้วก็ทำให้รู้สึกว่าเพลงมันน่าจะหวานนะ เหมือนบอกรักกันอะ รักแท้ๆ อะไรประมาณนี้นะจ๊ะ บลาๆๆๆ

แต่จริงๆ ก็มาคิดว่าเสียงของ Martin นี่เชื่อไม่ค่อยได้เท่าไร บางเพลงเนื้อหาเศร้าดันร้องซะรื่นเริง บางเพลงเนื้อหาบวกแต่แกร้องให้เรารู้สึกลบก็มี ด้วยความข้องใจเลยลองหา Lyric มาดู ปรากฏว่า....น้ำตาร่วงเลย

For a second, I was in control
I had it once, I lost it though
And all along the fire below would rise

And I wish you could have let me know
What's really going on below
I've lost you now, you let me go
But one last time

Tell me you love me
If you don't then lie
Lie to me

Remember once upon a time
When I was yours and you were blind
The fire would sparkle in your eyes
And mine

So tell me you love me
And if you don't then lie
Lie to me

Just tell me you love me
If you don't then lie
Lie to me
If you don't then lie
Lie to me

And call it true
Call it true love
Call it true
Call it true love


แม่เจ้า....





ป.ล.เพลงที่เหลือก็ชอบนะ รู้สึกว่าชอบ Coldplay อัลบั้มนี้ที่สุดละ ในขณะที่อัลบั้มใหม่ของ Linkin Park (The Hunting Party) ที่เพิ่งออกมาใกล้ๆ กันนี่...เซ็งมาก