หน้าเว็บ

07 พฤศจิกายน 2552

121 | My E63

และแล้ววันนี้ก็ได้โทรศัพท์ใหม่มาครอบครองอีก 1 เครื่อง จากความอยากไม่สิ้นสุดของกระผมเอง 555
มันคือรุ่นนี้ครับ

"Nokia E63"



สาเหตุที่ซื้อไม่ใช่เพราะเครื่องที่ใช้อยู่ (5800 XpressMusic) เสียหรือหายอะไร แต่ "อยากได้" เฉยๆ ครับ (ทั้งๆ ที่มีเบอร์เดียว และก็ไม่คิดจะเปิดเบอร์เพิ่มด้วย บ้าไหมนั่น) ที่อยากได้รุ่นนี้ก็เพราะว่า :

- ติด Twitter + NokNok + Shared Online (ด้วย PixelPipe)
- เบื่อ Visual Keyboard ที่จิ้มแล้วไม่รู้สึกว่าจิ้ม
- เบื่อ Touch Screen แถมหมุนไปหมุนมาอีก
- อยากได้ Keyboard แบบ QWERTY เต็มๆ กดเน้นๆ
- มันสวย
- มันไม่แพงเกิน
- มันมีตังค์ (มันในข้อนี้คือผม 555)

แล้วพอมีตังค์ก็เลยไปซื้อมาซะงั้นไงครับ โดยรวมจากที่ลองเล่นเผินๆ แล้วก็ค่อนข้างพอใจครับ ขัดใจที่สุดอย่างเดียวคือ "Keyboard ภาษาไทย" ที่เรียงมาแบบโคตรมั่ว ขนาดว่าเราจิ้มเก่งๆ แล้ว พอไปลอง Model ที่ร้านไอ้แจ๊ค (ซื้อร้านไอ้แจ๊คเพื่อนกัน ที่ชั้นใต้ดิน Big C) ถึงกับยืนตะลึงไปชั่วขณะ (ถึงตอนนี้ก็ยังพิมพ์ไทยไม่คล่อง)

นอกเหนือจากจุดขายต่างๆ ทางด้านการใช้งานอินเตอร์เน็ตแล้ว ข้อบกพร่องของมันเลยก็คือ กล้อง, เสียง และลูกเล่นหวือหวา ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่ใน 5800 ผมก็เลยพกมันสองเครื่องอย่างนี้แหละครับฮ่าๆๆๆๆ

สรุปราคาหน้าร้าน 8,700 ไอ้แจ๊คลดให้เหลือ 8,500 แม่ต่อเหลือ 8,400 แถมกันรอย โอเคครับ ยอมรับได้ด้วยประการฉะนี้.

01 พฤศจิกายน 2552

120 | My 26th Anniversary



โอม / ต้น / และข้าเจ้า ณ โต๊ะทำงาน วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 เวลา 14.40 น.


วันนี้ก็ครบรอบอายุ 26 ปีแล้วครับ

ในทางนิตินัยก็กลายเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาอีกนิด แต่ในทางพฤตินัยก็ยังก๋องแก๋งเหมือนเดิม
แต่ก็จะพยายามปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นกว่านี้ครับ
ขอขอบคุณทุกคำอวยพรที่มอบให้ในวันนี้ ผมขอบอกเหมือนเดิมว่า ผมมีความสุขมากๆ จริงๆ ครับ

18 ตุลาคม 2552

119 | รถไฟฟ้า มาหานะเธอ



สองทุ่มสิบ วันที่ 17 ต.ค.


me : มึงอยู่ไหนวะ
ไอ้ชัช : กูอยู่บ้าน มีไรวะ
me : ไม่เข้าร้านเล็กแงะ
ไอ้ชัช : เออ วันนี้ไม่เข้า มีไรวะ (รอบสอง) มึงอยู่ไหนเนี่ย
me : กูกำลังจะไปดูเหมยลี่ รอบ 2 ทุ่มครึ่ง ไปกะกูเปล่า
ไอ้ชัช : ใครไปมั่ง
me : กู
ไอ้ชัช : เออไปๆ
me : เดี๋ยวกูไปรับ

ตอนแรกว่าจะไปดูรอบดึกสุด (3 ทุ่มครึ่ง) แต่กลัวฝนตก เดี๋ยวขากลับจะเป็นพระเอกมิวสิคไปซะ เลยไปให้ทันรอบ 2 ทุ่มครึ่งดีกว่า พอดีเมื่อวานเปรยๆ กันไว้ว่าอยากไปดูเหมยลี่ แล้วเสือกว่างตรงกันอีก เลยจัดซะคนละ 120 ได้ดูเหมยลี่กันสมใจ 5555 คนบ้าอะไรน่ารักโฮกๆ

ตอนหนังจบเดินออกจากโรงเห็นที่นั่งบนๆ กินป๊อปคอร์นเหลือเต็มกล่อง ยืนมองกลืนน้ำลายเอื้อกๆ จะหยิบมากินต่อแล้วแต่ (แม่ง) คนออกจากโรงไม่หมดซะที พอคนหมดไฟก็ดันเปิด พนักงานเข้ามาพอดี อด !! (ความตกต่ำของอาชีพพ่อพิมพ์ของชาติ 55555+)

ความประทับใจ
หนัง Feel Good แบบ GTH จริงๆ แต่เผอิญว่าเรื่องนี้มันโดนใจมากๆ เพราะตรงกับช่วงวัยทำงานอย่างเราๆ กันพอดี เลยอินกะหนังกันแบบสุดติ่ง แถมฉากหลายๆ ฉากในหนัง (สถานี BTS, ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามวัดอรุณฯ และอื่นๆ) ผมก็เคยไปเดินแกว่งกลางดึกอย่างเหมยลี่มาแล้วสมัยฝึกงานเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ก็เลยเข้าใจว่า "อารมณ์เหงา" ของคนเมืองหลวงเป็นยังไง และจากองค์ประกอบอื่นๆ ในเรื่องอีกก็สรุปได้ว่า เรื่องนี้ก็ 10/10 อีกเช่นเคย (ล่าสุดก็จากเรื่อง ความจำสั้น แต่รักฉันยาว ใน Entry 064) และก็คงจะมาเป็นส่วนหนึ่งในตู้ DVD ของผมในเร็วๆ นี้ครับ

ฉากฮาโดนใจ
- อ้วกไวน์
- พี่เรน
- เข้าส้วม
- พี่เคนขอเติมน้ำปืนฉีดน้ำ
- สามกิ๊กดูดาวหาง

ฉากซึ้งโดนใจ
- ฉากรื้อกล่อง (ส่วนใหญ่ก็คงน้ำตาร่วงกันตอนนี้แหละมั้ง)

ฉากอิจฉาได้ใจ
- พนักงาน BTS ได้ทุนเรียนต่อเมืองนอกด้วย !!

Favorite Quote
"ฉันกินข้าวคนเดียวมาสองเดือนแล้วนะเว้ย"

12 ตุลาคม 2552

118 | ประกาศจับโคตรฮา

เมื่อตอนค่ำวันนี้ไป SE-ED Book ที่แฟรี่แลนด์มา เดินไปยินดูหนังสือมุมประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับประตูห้องพนักงาน ก็เห็นไอนี่แปะอยู่



มันคือประกาศจับคนขโมยหนังสือครับ เท่าที่อ่านดูก็เห็นว่าคนพวกนี้ลงมือในร้านหนังสือหลายจังหวัด เขาก็เลยเอามาแปะไว้ที่หน้าประตูห้องพนักงาน ให้พนักงานดูหน้าไว้เผื่อเจอมันมาลงมือที่ร้านก็จะได้แจ้งตำรวจจับได้เลย แต่ไอ้ที่ฮาคือ "ฉายา" ที่ในประกาศเขาตั้งไว้เรียกขโมยครับ ลองดู



ไอ้หยาอาตือนี่มันคือชื่อหนังเก่าโคตรๆ สมัยสมบัติเมทะนียังละอ่อน



ลุงมหาโจร กะ ป้ามหาภัย



แก๊งนี่ดูชื่อแต่ละคน มีไอ้นำหน้าหมดเลย



ชื่อแก๊งค์นี้เจ็บปวดมากๆ



ผมฮาอันนี้สุดๆ แล้วอะ ยืนหัวเราะในร้านซะดังเลย

ผมเดาเอาว่าคนทำป้ายเนี่ย ถ้าไม่แค้นพวกแก๊งค์ขโมยของมากๆ ก็คงเป็นคนที่มีอารมณ์ขันมากๆ แหงเลย
อย่างนี้น่าให้ไปอยู่กับหนังสือ ฮิ ละก็รุ่งแน่นอน 55555+

10 ตุลาคม 2552

117 | จดหมายเก่า

วันนี้ผมไปรวมญาติกับที่บ้าน เพราะเป็นวันครบรอบวันไหว้อาเหล่าม่า (คนไทยอาจเรียกว่าทวด)

วันรวมญาติของบ้านเราจะมีอยู่ปีหนึ่งประมาณ 5-6 ครั้ง และทุกครั้งก็จะมีญาติพี่น้องที่ไปทำงาน หรืออยู่จังหวัดต่างๆ กลับมามากมาย อาจจะยกเว้นบางคนที่ติดธุระติดงานไม่อาจมาได้ก็ไม่ว่ากัน (ผมเองก็ไม่ได้ไปอยู่หลายครั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งสำหรับลูกหลานจีนอย่างเราแล้ว มันคงเป็นความอบอุ่นแบบหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ละมั้ง

หลังจากไหว้เสร็จเราก็จะทานข้าวร่วมกัน พูดคุยเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เหตุบ้านการเมือง ฯลฯ แลกเปลี่ยนกันในหมู่ญาติ ตอนเราเด็กๆ เราก็มักจับกลุ่มกับเด็กรุ่นเดียวกัน คุยกันเรื่องเกม การ์ตูน เรื่องที่โรงเรียนอะไรพวกนี้ พอโตมาจนเป็นวัยรุ่นเราก็มานั่งคุยเรื่องเพลง เรื่องหนัง เรื่องเรียนต่อ จนถึงตอนนี้รุ่นผมก็ทำงานกันหมดแล้ว เราก็เลยไปนั่งรวมกับพวกผู้ใหญ่เพื่อคุยเรื่องผู้ใหญ่ๆ กับเขาบ้าง (555) ทุกคนโดยเฉพาะเด็กๆ จะเปลี่ยนแปลงเร็วมากจนบางครั้งผมไม่ได้มานานเป็นปี ก็เริ่มจะจำหน้ากันไม่ได้แล้ว ต้องมานั่งลำดับญาติกันใหม่อยู่เรื่อยๆ อันนี้ก็ตลกดีเหมือนกัน

ขอเล่าประวัติความเป็นมาของสายตระกูลทางแม่นิดหนึ่ง ตัวผมนั้นประกอบไปด้วยเลือดจีนและเลือดไทยอย่างละครึ่งพอดี ทางพ่อจะเป็นไทยอีสานแท้จากร้อยเอ็ด ส่วนทางแม่นั้นถ้านับย้อนไปละก็จะต้องเริ่มที่เมืองอะไรซักอย่างทางตอนใต้ของประเทศจีนโน้น

บรรพบุรุษรุ่นแรกที่เดินทางมายังประเทศไทยก็คือ อาเหล่ากงและอาเหล่าม่า (อย่างที่บอกว่าคนไทยน่าจะเรียกทวด เพราะว่าเป็นพ่อแม่ของยายอะนะ) เดินทางมาจากประเทศจีนโดยอาศัยใต้ท้องเรือของพวกฝรั่งมา ประเทศไทยตอนนั้นอยู่สมัยรัชกาลที่ 6 ครับ พอมาถึงกรุงเทพฯ แล้วก็หางานทำเรื่อยไป จนกระทั่งเดินทางมาปักหลักครอบครัวอยู่ที่ปากน้ำโพนี่เอง สมัยนั้นคนจีนในตลาดมีเยอะครับ บ้างรวย บ้างเป็นกุลี ทำงานหากินไปตามอัตถภาพ อาเหล่ากงทำงานหนักหลายอย่าง แต่ที่ลูกหลานจำได้แม่นและเล่าสู่รุ่นหลังๆ ก็คือ พายเรือขายก๋วยเตี๋ยว ตั้งแต่สถานีรถไฟปากน้ำโพ (ที่เมื่อสมัยก่อนคึกคักสุดๆ) ไปจนตลาด ส่วนอาเหล่าม่านั้นก็ทำเฉาก๊วยขาย และก็ทำนู่นทำนี่หลายอย่าง

ดังนั้นฐานะความเป็นอยู่ในรุ่นของอาเหล่ากงอาเหล่าม่าจึงลำบากมาก พอมาถึงรุ่นลูกก็ยังไม่อาจเรียกได้ว่าไม่จน นับกันต่อมาก็คือรุ่นของอาม่า (คนไทยเรียกยาย) ก็จะอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ก็อย่างที่รู้กันในภาวะสงครามเขาก็อยู่กันอย่างยากลำบากแล้ว อาม่าผมมักจะเล่าให้ฟังเสมอถึงเมื่อครั้งยังเด็กที่ช่วยอาเหล่าม่าหาบส้มโอ สัปปะรด วิ่งขายให้กับพวกทหารญี่ปุ่นที่มาพักที่สถานีรถไฟปากน้ำโพ (ทหารญี่ปุ่นจะกินแต่ผลไม้ที่มีเปลือกหนา และไม่กล้ากินอาหารอื่นเพราะกลัวโดนคนไทยวางยาพิษ) บรรพบุรุษของเราผ่านช่วงเวลาสู้ชีวิตช่วงนั้นมาอย่างยากลำบาก

อาม่าแต่งงานกับอากง (คนไทยเรียกตา) ซึ่งเป็นลูกชาวจีนเช่นกัน ดังนั้นพอมาถึงรุ่นแม่ของผม แม้จะเกิดที่เมืองไทยทุกคน และใช้ชื่อ-นามสกุลเป็นภาษาไทยหมด แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเชื่อชาตินั้นเป็นไทย (เพราะว่าพ่อก็จีน แม่ก็จีน ลูกก็ต้องจีน 100% ใช่ปะ) ในรุ่นแม่ผมเริ่มมีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ได้สบายเหมือนเด็กตลาดในยุคนั้นเพราะว่าอยู่บ้านนอก (สมัยนั้นก็ถือว่าบ้านนอกละนะ) ต้องเรียนโรงเรียนวัด เลิกเรียนมาก็ต้องทำงานช่วยที่บ้าน เวลามีงานวัดก็ไปทำก๋วยเตี๋ยว ทำขนมขายกัน (แม่เล่าให้ฟังเหมือนกับว่ามันสนุกมาก แต่ผมแน่ใจว่าการขายขนมเพื่อหาเงินมาทำกิจกรรมในมหาลัย กับการขายขนมเพื่อเอาเงินมาใช้เป็นค่ากินอยู่ในวันพรุ่งนี้ ความสนุกมันต่างกันแน่ๆ) พี่น้องทุกคนได้เรียนสูง ได้ทำงานในอาชีพที่ดี มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานกันหมดทุกคน บ้างเป็นแพทย์ พยาบาล ครู นักกฏหมาย ฯลฯ

กว่าจะมาถึงตรงนี้ใช้เวลาไปแล้ว 3 ชั่วอายุคน อาเหล่ากง อาเหล่าม่า อยู่รอจนได้เห็นความสำเร็จในรุ่นหลาน แล้วท่านทั้งสองก็จากไปตามอายุขัยและกาลเวลา อาเหล่ากงเสียตอนผมอายุได้ขวบเดียวผมเลยจำอะไรไม่ได้เลย ส่วนตอนที่อาเหล่าม่าเสียนั้นผมก็ยังเป็นเด็กน้อยๆ ยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรเท่าไร เลยจำได้ลางๆ ว่าตอนเล็กๆ อาเหล่าม่ามักจะเรียกผมไปหา และมักจะพูดภาษาจีนซึ่งผมฟังไม่ออก (555) จำได้แค่นี้เอง

แม้ว่าวันนี้อาเหล่ากงและอาเหล่าม่าจะไม่ได้อยู่เห็นรุ่นเหลน โหลน และรุ่นต่อๆ ไปอีกแล้ว แต่พวกเราที่มารวมญาติกันในทุกๆ ปีนี้ ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ความสำเร็จ ความล้มเหลว การเกิด การเจ็บป่วย การเสียชีวิต ของญาติๆ ทุกคนอย่างต่อเนื่อง ญาติผู้ใหญ่ของเราแก่ตัวลง อีกไม่นานก็คงจากเราไปทีละคน ส่วนญาติตัวน้อยๆ ของเราก็เกิดใหม่กันเรื่อยๆ นับกันได้ถึงรุ่นโหลนแล้ว เด็กๆ ตัวเล็กตัวน้อย วิ่งเล่นกันสนุกสนานทุกครั้งเวลาเจอเพื่อนที่เป็นญาติเราเอง เหมือนที่เราเคยเป็นเมื่อตอนเราตัวเล็กๆ เหมือนกัน

น้าของผมคนหนึ่งนำของสำคัญมาให้ดู มันเป็นจดหมายเก่าจากน้องชายของอาเหล่ากง ที่ส่งมาที่นี่

...เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว



สภาพของจดหมายกว่า 20 ฉบับ

น้าไปเจอที่บ้านหลังจากถูกเก็บไว้มานานหลายสิบปี และเอาฉบับหนึ่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาจีนแปลให้ ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวในอดีตเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้วโดยที่ไม่มีใครรู้มาก่อน น้องชายเขียนเล่าเรื่องราวครอบครัวให้พี่ชายได้รับรู้ ถึงความคิดถึงพี่น้อง ถึงความยากลำบากในการทำงานและกินอยู่ในต่างเมือง และลงท้ายด้วยความคิดถึงที่อยากจะได้มาเจอครอบครัวของพี่ชาย และลูกๆ หลานๆ

จากเนื้อความในจดหมายทำให้เราได้เข้าใจความรู้สึกของ "พี่น้อง" อันเหนียวแน่นนี้



หนึ่งในฉบับที่เอามาแปลแล้ว

พวกญาติผู้ใหญ่เล่าว่าอาเหล่ากงมีน้องชาย 1 คนอยู่ที่สิงคโปร์ และจดหมายเหล่านี้ก็ส่งมาจากที่นั่น ครอบครัวของน้องชายอาเหล่ากงก็ถือว่าเป็นญาติของพวกเรา ซึ่งหลังจากขาดการติดต่อไปหลายสิบปี พวกเรารุ่นหลังถึงกับอึ้งเมื่อได้รู้ว่า นอกจากญาติที่บ้านเกิดของอาเหล่ากงที่เมืองจีน (ซึ่งเราก็รู้ไม่ชัดเจนว่าอยู่ที่ไหน) แล้ว เรายังมีญาติอีกหนึ่งสายที่สิงคโปร์ด้วย

สุดท้ายเราคุยกันว่า จะลองสืบหาที่อยู่ของญาติเราที่สิงคโปร์ แม้ว่าตอนนี้อาจจะเหลือเป็นเพียงรุ่นลูกหลานแล้ว แต่อย่างไรเสียก็มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดอย่างสำคัญ แล้วสักวันเราอาจจะได้เจอพวกเขาจากที่นั่น ...ผมคิดว่ามันคงเป็นวันที่มีความสุขทีเดียวถ้าเราจะได้เจอหน้าคนที่เราไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่สืบสาวความสัมพันธ์กันได้ถึงรุ่นบรรพบุรุษเมื่อนับร้อยปีที่แล้ว

...และในวันนั้น เราหวังว่าจะได้ทำให้ความฝันของสองพี่น้องในอดีตอันแสนนาน ได้เป็นจริง.

02 ตุลาคม 2552

115 | Success for MSc [2]

วันนี้เมื่อสักพักนี้เอง แม่โทรมาบอกว่า "Transcript ส่งมาถึงบ้านแล้ว" โอ๊ะ !! ตกใจมาก
มือไม้สั่นรีบมาเปิดเว็บทะเบียนดู ปรากฏแล้วว่า ....



โอ้วววเย้ๆๆๆๆๆๆๆ !!!!

ได้ยืนเต็มสองขาเหมือนชาวบ้านเขาซักที โอ้วววววววววววววส์