หน้าเว็บ

20 พฤษภาคม 2556

176 | 梦随风飘

ชื่อ Entry นี้เป็นภาษาจีนครับ อ่านว่าอะไรเหรอ...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

รู้แต่ว่ามันคือสิ่งที่ผมตามหามานานมาก เอาระยะเวลาแบบใกล้เคียงก็น่าจะประมาณปี พ.ศ.2549 คือตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้วนั่นเอง แล้วผมก็เพิ่งจะค้นพบมันเมื่อกี้นี้ !!!

梦随风飘

จะบอกว่าตามหาแบบจริงๆ จังๆ เลยก็ไม่ถึงขนาดนั้นครับ คือเรื่องมันเริ่มจากช่วงประมาณปี พ.ศ.2549 ผมไปดาวโหลดเพลงภาษาจีนมาจากแหล่งไหนก็ไม่รู้บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งน่าจะเป็นไฟล์ zip ที่บีบรวมเพลงมาหลายๆ เพลง (ในนั้นมีเพลงประกอบละครเปาบุ้นจิ้น, Jay Chou แล้วก็เพลงของหวังลีฮอมที่กำลังดังอยู่ด้วย) แล้วพอฟังๆ ไป ผมก็มาประทับใจกับเพลงอยู่เพลงหนึ่ง คือฟังแรกๆ มันก็ไม่ได้เพราะอะไรเลยครับ แต่พอฟังบ่อยๆ เปิดวนไปหลายๆ วันเข้า เกิดชอบขึ้นมาซะงั้น เพลงนี้ก็เลยเป็นหนึ่งในเพลงโปรดที่ผมมักจะเปิดขึ้นมาฟังเรื่อยๆ เวลาทำงานกับคอมพิวเตอร์เครื่องที่บ้าน

ต่อมาตอนไปเรียนโท บางครั้งผมก็มีโอกาสขับรถไปเองวันเสาร์-อาทิตย์ ก็เอาเพลงจีนหลายๆ เพลงรวมเพลงนี้ด้วยแหละครับ ไรท์ใส่แผ่นไปฟังในรถด้วย (ตอนนี้ไฟล์เพลงที่ว่ามี 2 Copy แล้วนะครับ)

ไปๆ มาๆ Hard Disk คอมที่บ้านมีปัญหา ได้เปลี่ยนใหม่ แน่นอนว่าไฟล์เพลงอันนั้นก็หายสาปสูญไปด้วย ผมเองตอนนั้นก็ลืมๆ ไปแล้วว่ามีเพลงนี้อยู่ (คืออารมณ์ฟังเพลงผมมันจะแล้วแต่ช่วงเวลาอะครับ บางช่วงก็เห่อเพลงแบบนึง แล้วก็เปลี่ยนไปเห่อเพลงแบบนึง) ก็ปล่อยผ่านเลยไปครับ จนอยู่มาวันหนึ่งเกิดอยากฟังเพลงนี้ขึ้นมา เลยจะหาโหลดใหม่จากในเน็ต...

มืดมนเลยครับ เพลงชื่ออะไรก็ไม่รู้ ใครร้องก็ไม่รู้ รู้แค่ว่ามันเป็นภาษาจีน -_-"

ก็เป็นอันว่าอดฟังกันไป จนผมไปเจอแผ่น CD ที่มีเพลงที่ว่านี้ในรถนั่นแหละครับ ดีใจมากๆ เลยตอนนั้น ถึงกับต้องรีบเอามา Copy ลงคอมพิวเตอร์ไว้เลย เพราะแผ่น CD ก็ลายมากแล้ว กลัวว่าเจ๊งแล้วจะหาฟังไม่ได้อีก ...จนปัจจุบันแผ่นนี้เปิดไม่ได้แล้วครับ เสียไปเรียบร้อย (ตอนนี้ไฟล์เพลงที่ว่าเหลือ Copy เดียวละนะ)

วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ การใช้งานคอมพิวเตอร์ของผมก็มีการเปลี่ยนผ่านเครื่อง การ Format Hard Disk มานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่เวลา Back Up จะนึกถึงแต่พวกไฟล์งานแล้วก็โปรเจ็คต่างๆ ที่เกี่ยวกับงาน (แค่นั้นก็เยอะแล้วแถมตกหล่นอยู่เรื่อย) พวกโปรแกรมนี่ไม่สนครับ ถือซะว่าเดี๋ยวก็ดาวโหลดใหม่ได้ ส่วนพวกเพลงนี่ไม่เก็บเลย เอาไว้อยากฟังค่อยเปิดหาใน Youtube เอา ทำแบบนี้ทุกครั้งเวลา Format หรือย้ายเครื่อง

จนมาถึงวันที่อยากฟังเพลงจีนเพราะๆ เพลงนั้นขึ้นมา แต่ไม่รู้จะหาฟังได้ที่ไหนนั่นแหละครับ เสียดายขึ้นมาทันทีเลย อะฮึๆๆๆ

ไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกันครับ ในวันที่ลองสมัครใช้ Dropbox เป็นครั้งแรกๆ ผมเอาไฟล์เพลงจีนที่ Copy มาจากแผ่น CD ในรถนั่น ใส่ Dropbox ไปด้วย และก็เพิ่งรู้เมื่อกี้เองครับตอนที่ลองหาไฟล์อะไรใน Dropbox Folder ของตัวเองไปเรื่อย...ตกใจเลย โอ้วววว มันยังอยู่ :)))


เพลงที่ 4 จากข้างล่างนั่นแหละครับ เพลงโปรดอันแสนลึกลับในตำนานของผม

เปิดฟังกันไป 2-3 รอบให้ชื่นใจแล้วก็ได้เวลามาตามหาความจริงกันแล้วครับ ว่ามันคือเพลงอะไรแน่ เผื่อไว้ว่าถ้าวันนึงไฟล์เพลงนี้มันหายไปอีก (ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่เหอะ) ผมต้องสามารถหามันมาฟังได้อีก แต่ก็อย่างที่บอกไปตอนแรกครับ ไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเพลงนี้เลย รู้แต่ว่ามันเป็นเพลงภาษาจีน ไฟล์ชื่อ renamed_ (msfp).mp3 (อะไรวะ?) แถมข้อมูล Tag ไม่มีเลยซักอัน แล้วจะหายังไง

อันดับแรก ผมนึกถึง Shazam ครับ

อันนี้ค่อนข้างเชื่อมือ เพราะว่าเคยเอาไปหาเพลง 21Guns ของ Green Day ให้ อจ.โอมมาแล้ว จากที่มันเปิดแบบเบาโคตรๆ ในร้านกาแฟก็ยังเจอได้ ผมจัดการโหลด Shazam App ใน iPhone ทันทีครับ เปิดเพลงจีนลึกลับให้ Shazam ฟังไปสักพัก ปรากฏว่า...หาไม่เจอ

โอเค (แอบใจหาย) สงสัย Shazam จะฟังเพลงจีนไม่ออก เอาไงต่อดีครับ...ผมนึกถึงบริการอื่นแนวๆ นี้ที่ไม่ใช่ Shazam ลองเปิด Google หาด้วยประโยคว่า "music search engine"

เว็บแรกที่เจอคือ midomi ครับ ก็เลยลองกับอันนี้ก่อนเลย หลักการของมันคือมันจะมีปุ่ม (ทำจาก Flash) ให้กดในหน้าเว็บ แล้วเราก็เปิดเพลงหรือไม่ก็ฮัมเพลงใส่ไมโครโฟนของคอมให้เว็บมันฟัง แล้วมันก็จะเอาไปค้นหาในระบบของมันให้ ...จริงๆ มันก็เหมือนกับ Shazam อะแหละ

ผลการค้นหาเป็นหน้าจอนี้ครับ


กวาดสายตาครั้งแรกก็เจอประโยคนี่เลย... 0 midomi user recordings 

คือพอเห็นเลยศูนย์ก็ทำใจแล้วอะครับว่า เออ ไม่เจออีกแล้วมั้ง ช่างมันเหอะ แต่ก็พอดีแว้บๆ เห็นตัวหนังสือภาษาจีนตรงข้างบน (แถบสีเทาๆ อะครับ)

ผมคิดว่าเฮ้ย อันนี้ป่าววะ ?? คืองงว่าข้างล่างมันบอกเจอ 0 แต่ข้างบนมันเจออะไร ก็รีบ Copy ตัวหนังสือจีนอันนั้นแหละครับ Search ต่อใน Google เลย

ผลออกมาคือ


เอ๊ะ !!! คลิปอะไรๆๆๆๆ

เอาแล้วครับ มาถึงปากถ้ำแล้ว ในที่สุด....คลิกเข้าไปที่คลิป


แต๊นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพลงดังออกมาจากเว็บ youku ซึ่งก็น่าจะเป็นเหมือนๆ Youtube ของจีน

ป๊าดดดดดดดดดดดดดดดด ชัดเจนครับ เพลงนี้แหละ !!! เพลงนี่เล้ยยยยย !!!!

จากการงมแบบไม่รู้เหนือใต้ในตอนแรก จนมาหาเพลงนี้เจอในที่สุด ดีใจมากๆ ครับ ผมเอาชื่อเพลงไปหาต่อใน Youtube และเก็บ Favourite ไว้เรียบร้อย เอาชื่อไป Rename ไฟล์เพลงเดิม และ Back Up ชื่อไว้อีกหลายๆ ที่แล้ว คิดว่าต่อไปอยากฟังอีกคงไม่ต้องหาให้วุ่นวายเหมือนตอนนี้แล้วครับ 555555





ป.ล.1
ผมเอาคำว่า 梦随风飘 ไปแปลใน Google Translate แปลเป็นภาษาอังกฤษออกมาได้ว่า "Dream gone with the wind" ภาษาไทยมันแปลให้ว่า "ความฝันที่หายไปกับลม" โอ้โหโคตรเท่อะ ดูจากคลิปอีกอันที่หาเจอ มันน่าจะเป็นเพลงประกอบละครเรื่องอะไรสักเรื่อง

ลองฟังเพลงลึกลับในตำนานของผมที่ว่านี้ดูครับ





ป.ล.2
ลองฟังเพลงอื่นที่ผมหาเจออีกในบรรดาไฟล์เพลงจีนของผมดูนะครับ



เพลงนี้ออกแนวบรรยากาศยุคเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ คือผมชอบอารมณ์ในยุคนั้นมากเลยอะ



เพลงนี้ผมก็ชอบเพราะฟังดูหวานๆ เพราะดีไปอีกแบบครับ

15 พฤษภาคม 2556

175 | The Impossible หนังจบ อารมณ์ไม่จบ


จริงๆ ครับ

หนังที่ดูจบแล้วรู้สึกว่า อารมณ์มันยังค้างๆ อยู่ในใจ ในชีวิตที่ดูหนังมาก็มีหลายเรื่องนะครับ แต่ถ้านับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ The Impossible เป็นหนังที่สร้าง Impact ในความรู้สึกผมได้ "รุนแรง" ที่สุดครับ

เพิ่งดูจบไปเมื่อคืนนี้ หนังความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่ายเลยแม้แต่ช่วงเดียว ในส่วนของความตื่นเต้น หวาดเสียว ก็มีให้เห็นเป็นระยะๆ แต่ความรู้สึกที่ส่งผลกับผมมากที่สุดกลับเป็น...

"ความกลัว" ครับ

แน่นอนว่ามันเป็นเพราะผมมี "อารมณ์ร่วม" กับฉากในน้ำทะเล ซึ่งปรากฏให้เห็นจะๆ ในหนัง

ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกือบทำให้เอาชีวิตไม่รอดเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา ผมก็มองทะเลไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งภาพของคลื่นน้ำ ฟองอากาศที่หมุนวนอยู่รอบๆ เสียงคลื่นที่ดังก้องอยู่ในหูเพียงอย่างเดียว รสเค็มจนเกือบจะขมของน้ำทะเลที่ไหลวนเข้าออกทั้งปาก จมูก หู และตา ความหนาวเย็นจับใจของน้ำทะเลที่ท่วมท้นอยู่จนเหมือนกับจะไม่สามารถหลุดออกจากมันได้ สัมผัสของพื้นทรายที่คว้าเท่าไรก็ไม่อยู่ ทุกอย่างนี้ยังคงหลอกหลอนผมอยู่ทุกครั้งที่เห็นภาพทะเล

ทุกอย่างที่ว่ามาอยู่ในหลายๆ ฉากของหนังเรื่องนี้ครับ และมันก็พาผมกลับไปอยู่ในความรู้สึกแบบนั้นอีกครั้ง ผมร้องไห้ออกมาทุกครั้งและภาวนาด้วยอาการสั่นไปทั้งตัวให้ฉากที่ว่ามันพ้นๆ ไปเสียที จนหนังจบแล้วก็ยังคงรู้สึกสั่นๆ กลัวๆ อยู่เลย

จริงๆ ครับ ความรู้สึกแบบนี้ ใครไม่เคยเจอกับตัวไม่รู้หรอก

เหมือนที่ลองไปอ่านๆ ในพันทิป หลายๆ คคห ที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ว่าไม่รู้สึกอะไรเลยกับฉากหายนะที่หนังนำเสนอ แม้กระทั่งเอาไปเปรียบเทียบกับหนังโลกแตก (ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง) อย่าง The Day After Tomorrow และ 2012 ว่าสองเรื่องนั้นยังสมจริงกว่าเยอะ จนหลายคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์สึนามิปีนั้นต้องออกมาจวกด้วยอาการเดียวกับผม ก็คือ ถ้าไม่เจอกับตัวก็คงไม่เข้าใจว่าความรู้สึกมันเป็นยังไง


หนังสร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวหนึ่งที่ผ่านเหตุการณ์สึนามิถล่มที่เขาหลักเมื่อปี พ.ศ.2547 ซึ่งจะรอดตายกันหมดครอบครัวหรือไม่นั้นก็คงต้องไปหาดูกันเอาเอง ถ้าวิจารณ์ในแง่ของคนดูหนัง หนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่าที่ดีมากครับ ความสมจริงของฉากและลำดับเหตุการณ์ก็ทำได้เนียนมากเลยทีเดียว และถ้าเราไม่ใส่ใจเรื่องของสัญลักษณ์ต่างๆ ในหนัง สิ่งที่เห็นก็คือภาพที่สมจริงมากจากมุมมองของผู้ประสบเหตุการณ์เลยละ และต่อให้ท่านเป็นคนที่ชอบดูหนังหรือไม่ก็ตาม เรื่องนี้เป็นหนังที่อยากให้ดูกันจริงๆ ครับ

14 พฤษภาคม 2556

174 | NCCIT 2013

มาเล่าเหตุการณ์เล็กๆ ให้อ่านกันนิดนึงครับ

คือเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปนำเสนอ Paper (Proceeding) ในงาน NCCIT2013 (The 9th National Conference on Computing and Information Technology) งานสัมมนาทางด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จัดโดย ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ และปีนี้ก็จัดที่พระนครเหนือนั่นแหละครับ



Paper นี้เป็นงานแรกตั้งแต่เรียน ป.เอก (ถ้านับก่อนเรียนด้วยก็เป็นงานที่สอง) แถมส่งไปในงานที่ออกจะจริงจังมากๆ ผมลุ้นตั้งแต่ส่งไปครั้งแรกก่อนหน้านี้ที่งาน NCIT2013 แต่ก็โดน Reject อย่างเจ็บปวด อาจารย์ที่ปรึกษาเลยเอาให้งานนั้นมาปรับเพิ่มเติมไปพอสมควรแล้วลองส่งใหม่ที่นี่ ผมก็ปรับแต่งเรียบร้อยแล้วก็ส่งเข้า Easychair ไป แล้วก็ลืมไปเลย (จริงๆ ตั้งเตือนวันประกาศผลไว้ในมือถือแล้วละ)

แล้วก็ Accident ครับ ขาหักนอนโรงพยาบาล -_-"

ช่วงนั้นลืมไปเลยครับ ไม่สนใจแล้วว่าจะได้รึไม่ได้ คือคิดอยู่แค่ 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ วิชาเรียนในเทอมนั้น (2/55) ยังไม่ได้ส่งงาน, สอบปลายภาค กับห่วงว่าขาที่หักเนี่ยจะเดินได้เหมือนเดิมหรือเปล่า เรื่องอื่นไม่สนแล้วตอนนั้น และในระหว่างที่นอนอยู่โรงพยาบาลหลังผ่าตัดนั่นเอง ก็มีเมลเข้ามา (จำได้ว่าเป็นวันที่ 8 มี.ค.ตอนค่ำๆ)

Dear Correspondent Author
NCCIT2013- 58Author(s): ชยันต์ นันทวงศ์Title: การวิเคราะห์กรอบมาตรฐานของโครงสร้างหลักสูตรสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ฯ
Congratulations. We are pleased to inform you that your paper has been ACCEPTEDfor ORAL presentation at the NCCIT2013.
(ต่อจากนี้คือรายละเอียดบลาๆๆ)

ดีใจมั้ย...ดีใจครับ แต่มันไม่สุดง่ะ คือรายละเอียดในเมลด้านล่างๆ มันมีคอมเมนต์จาก Reviewer 2 ท่าน ให้แก้อีกบานตะไทเลย ปัญหาคือ ณ ชั่วโมงนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าจะได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร ต่อให้กลับไปอยู่บ้านแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเดินเหินได้เป็นปกติอีกเมื่อไร สภาพตอนนั้นก็ตื้อๆ ไปหมดครับ เลยตัดสินใจว่า เอาให้กลับบ้านได้ก่อนค่อยคิดละกันวะ

พอกลับมาอยู่บ้านแล้วก็เอา Paper มาแก้ตามคอมเมนต์เรียบร้อยก็ส่งกลับไปครับ ใช้เวลาดำเนินการอยู่หลายวันจนเสร็จเรียบร้อยก็โอเคครับ รอวันไปนำเสนออย่างเดียว แต่จนแล้วจนรอดก็...หายไม่ทันครับ

การเดินทางไป กทม.ครั้งนี้เลยทุลักทุเลที่สุดเท่าที่เคยไปมาเลย เอาตั้งแต่ว่า:

- เดินเองไม่ได้ เลยเดินไปขึ้นรถตู้เองไม่ได้ แล้วตอนลงรถก็คงจะเดินไปต่อไม่ไหว
- ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนืออยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่เคยไป
- จะแบก Notebook และเอกสารอื่นๆ ขึ้นหลังไปด้วยก็เกรงจะหกล้มขาหักอีกรอบ

สุดท้ายก็ต้องยอมตามข้อเสนอของแม่ครับ คือตัดสินใจเหมารถตู้ไป และก็ไปทั้งครอบครัวครับ อย่างน้อยก็ช่วยดูแลได้ระหว่างการเดินทาง และหลังจากส่งผมเข้างานแล้วที่บ้านก็ยังไปเที่ยวห้างหรืออะไรอื่นได้ ผมก็เลยชวน อ.ตุ๋งไปด้วยกันเลยเพราะว่านำเสนอวันเดียวกัน ได้ อ.ตุ๋งช่วยดูแลตอนอยู่ในงานเลยรอดตัวไปหลายเรื่องครับ

เราออกเดินทางตอนตี 4 เพื่อที่จะไปทันลงทะเบียนตอนเช้า ปรากฏว่ารถตู้ที่จ้างมานั้นขับรถได้มันสะใจมากครับ เมารถกันทั้งคัน ผมอดนอนตั้งแต่กลางคืนเพราะตื่นเต้นสุดๆ (เป็นแบบนี้ประจำ 55555) ก็นั่งผะอืดผะอมไปตลอดทาง ส่วนพ่อกับ อ.ตุ๋งเมารถจริงจังครับ ดูแล้วทรมานมาก T_T


สถานที่จัดงาน คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ เดินจากที่จอดรถไปไกลพอสมควรแทบเป็นลม 
(สำหรับคนที่เดินด้วยไม้ค้ำยันอย่างผมนะ)



บรรยากาศในห้องรวมตอนครึ่งเช้า

กำหนดการคือช่วงเช้าจะเป็นการเปิดงานโดยอธิการบดี และ Invited Keynote Speech โดยนักวิชาการที่ดังมากมายในวงการคอมพิวเตอร์เรา 2 ท่าน ท่านแรก (Professor, Ph.D., D.Sc. Janusz Kacprzyk) พูดเรื่องที่ผมยอมรับเลยว่าฟังไม่รู้เรื่องซักนิด ส่วนท่านที่สอง (Prof. Dr. Mark Weiser) พูดเรื่องเกี่ยวกับ Securities อันนี้รู้เรื่องแต่ก็ฟังไม่ค่อยครบเพราะเริ่มหลับๆ ตื่นๆ แต่เรื่องก็น่าสนใจดีนะ


ของที่ได้รับในงานก็มี ป้ายชื่อ (อย่างเท่), กระเป๋า Notebook ปักลาย NCCIT สวยงาม, หนังสือรวม Abstract และเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้อง, Thumb Drive 4 GB ลาย NCCIT ข้างในมีไฟล์รวมเล่ม Paper เป็น PDF และสุดท้ายคือเสื้อลาย NCCIT สวยงามมากครับ

พอถึงช่วงบ่ายก็แบ่งเข้านำเสนองานตามห้องที่กำหนด คิวผมอยู่ประมาณ 4 โมงเย็น แต่โชคดีที่คนก่อนหน้านำเสนอเสร็จเร็ว แถม Chairman ดำเนินงานค่อนข้างกระชับ เลยได้ขึ้นก่อนเวลาพอสมควร ก่อนจะขึ้นนำเสนอสักพัก อาจารย์ที่ปรึกษา (ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ เสน่ห์ นมะหุต) ก็มาให้กำลังใจด้วยพร้อมกับ อ.ตุ๋งที่นำเสนอเสร็จแล้ว ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นและกดดันกว่าเดิมครับ เพราะอาจารย์ที่ปรึกษามาจับตาดูการนำเสนอนี่แหละ 55555+

ช่วงที่ผมนำเสนอเป็นช่วงหลังเบรคพอดี ซึ่งก็ปรากฏว่าผู้นำเสนอหลายๆ คน (ที่คอยจะถามคำถามเรา) กลับไปเกือบหมดแล้ว ตอนแรกๆ ก็โล่งใจนิดๆ ครับที่จะไม่ค่อยมีคนคอยถามมากนัก ที่ไหนได้...คณะกรรมการจัดงาน NCCIT มานั่งเพียบเลยครับ แถมแต่ละท่านถามคำถามจนผมลนลานมากขึ้นเรื่อยๆ (เวงเอ๊ย T_T) สุดท้ายก็เลยเงียบครับ เงียบแล้วก็ยิ้มอย่างเดียว รอ Chairman ไล่ลง แหะๆๆๆๆ :P


สภาพตอนนำเสนอ อนุเคราะห์ถ่ายภาพโดย อ.ตุ๋ง :)

นำเสนอเสร็จก็โล่งอกครับ กลับบ้านได้อย่างสบายใจ แต่สภาพแต่ละคนนี่หมดเรี่ยวแรงกันถ้วนหน้า กลับมาถึงบ้านประมาณ 1-2 ทุ่มก็ไม่ทำอะไรแล้วครับ อาบน้ำเสร็จก็นอนหลับเงียบกริบกันทั้งบ้าน 555555


อาจารย์ที่ปรึกษา / ข้าพเจ้าผู้พิการ / อ.ตุ๋ง

สรุปว่าประสบการณ์ในการนำเสนอ Paper ในสนามแรกของ ป.เอกครั้งนี้ เป็นอะไรที่ตราตรึงใจมากครับ อาจารย์ที่ปรึกษาก็บอกว่า ดูแนวทางไว้ เอาคำแนะนำจาก Chairman และผู้ฟังมาเพิ่มเติมงานและเตรียมส่งเวทีต่อไป...เมื่อขาหายดีแล้ว :)

หวังว่างานหน้าจะมีโอกาสได้ไปนำเสนอในสภาพครบ 32 นะครับ 555555+

21 เมษายน 2556

173 | สารพัด Gadget แก้เซง

วันนี้มาเล่าถึงสารพัด Gadget ที่เอาไว้เล่นแก้เบื่อระหว่างพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านหลายเดือนครับ

1. iPhone 4


ถือเป็นอุปกรณ์ที่อยู่คู่กายมานานครับ (เคยเขียนถึงใน Entry นี้ เมื่อเดือน พ.ค.54) ทนทายาดสิ้นดี ตอนหลังๆ นี่ผมแกะทั้งฟิล์มกันรอยหน้า-หลังออก เคสอะไรก็ไม่ใส่ทั้งนั้น และมันก็พิสูจน์ให้เห็นครับว่าสินค้า Apple นี่มันไม่ได้กระจอกนะ ทนมากๆ เลยแหละ

สภาพที่เกิดขึ้นหลังจากใช้มาจนกำลังจะครบ 2 ปีในเดือนหน้านี้ก็คือ กระจกหน้าหลังมีรอยขีดข่วนเล็กน้อยในระดับที่รับได้ ส่วนรอบๆ เครื่องก็มีรอยบิ่นบ้างจากการที่ตกพื้นหลายครั้ง (โดยเฉพาะตอนเมา) ตบท้ายด้วยบาดแผลใหญ่บริเวณด้านบนที่เพิ่งได้มาสดๆ จากอุบัติเหตุเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี่เอง แต่โดยภาพรวมแล้ว มันคือโทรศัพท์มือถือที่ผมรักมากที่สุดพอๆ กับ Nokia 3310 โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกเลยครับ (เครื่องนั้นใช้มาเกือบ 4 ปี)

การใช้งาน : เล่นเน็ตผ่าน WiFi, 3G (ตอนปิด Router แล้ว) / ทวีต / ถ่ายรูปขึ้น Instagram / ถ่ายวิดีโอขึ้น Vine / โหลด App เล่นบ้าง

2. Samsung Galaxy Tab 2 7"


Tab นี่ซื้อมาประมาณเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เพราะว่าเอา iPad ไปใช้ที่ ม.น.แล้วพ่อไม่มีเล่นเลยเอามาคืนพ่อ ก็พอดีเงินค่าสอนออกก้อนนึง เลยรีบแจ้นไปซื้อเลย 12,900 บาท ตัดสินใจไวโคตรๆ ทั้งๆ ที่เคยน้ำตาตกกับ Samsung มาแล้วนักต่อนัก แต่ทว่า...ไม่น่าเชื่อครับ ผมใช้มันมาเกือบปีแล้ว ยังรู้สึกเหมือนยังเป็นของใหม่อยู่เลยง่ะ

ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะว่า Spec ของ Tab 2 เนี่ยมันถือว่าใช้ได้นะ ทั้ง CPU (ARMv7), RAM และอื่นๆ ถือว่าสูงพอที่จะใช้งานได้นานกว่าปี ต่างจากสมัยที่ใช้ Spica อันนั้นเจ็บปวดมาก
(เมื่อต้นเดือนดูรายการแฟนพันธุ์แท้ Smartphone เลยเพิ่งรู้ว่า Spica เป็น Android ตัวแรกที่ Samsung เอามาทำตลาดในเมืองไทยด้วย !!)

ส่วนต่อมาก็คือ ผมไม่ค่อยติด App คู่ตัวที่มากับเครื่อง (ที่พัฒนาโดย Samsung เอง) เท่าไรนัก หลังจากใช้ Stock ROM ไปสักพัก ผมก็จัดการ Root และลง CM (CyanogenMod) เรียบร้อย แหม...มันน่าใช้ขึ้นเยอะครับ ลื่นหัวแตกเลยทีเดียว ใช้ตั้งแต่ CM 9 มาถึงล่าสุดตอนนี้ CM 10.1 ถึงจะเป็น Nightly Build (อัพเดทกันทุกคืน) ก็ยังถือว่าประสิทธิภาพสูงมากครับ ดึงประสิทธิภาพของเครื่องได้ชนิดที่ Stock ROM เทียบไม่ติดเลย ถึงจะมีปัญหา Crash บ้างในบาง App แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผมครับ รับได้ๆ :)

อีกส่วนหนึ่งก็คือ ความรู้สึกมันเหมือนว่าช่วงนี้ Android ทำอะไรออกมาตอบโจทย์การใช้งานผมได้หลายอย่างมาก ทั้งการใช้งานที่ง่ายขึ้นมาก (ถ้าเทียบกับสมัยที่เคยสัมผัสมาตอน 2.1-2.2) ขนาดหน้าจอของ Tab เองที่ใหญ่พอที่จะทำนู่นนี่ได้สะดวก รวมๆ แล้วกลายเป็นว่าช่วงหลังๆ ผมติด Tab มากกว่า iPhone ซะอีกครับ

ทุกวันนี้สิ่งที่ผมใช้ Tab มากที่สุดก็คือ การดูหนังครับ คือผมจะเอา DVD ที่เคยซื้อไว้เมื่อตอนทำงานใหม่ๆ (ประมาณปี 49) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแผ่นปั๊ม -_-" เลือกเอาเฉพาะแผ่นที่ยังไม่เสียมา RIP โดยใช้โปรแกรม HandBrake เก็บไว้เป็นไฟล์ mp4 แล้วก็เอาไว้ดูใน Tab ตอนก่อนนอนครับ อันนี้ทำทุกคืน คืนละเรื่องสองเรื่องจนบางวันได้นอนตอนเช้ามืดเลย 555555 ดูหนัง Wide Screen ในจอ 7 นิ้วนี่มันสุดยอดจริงๆ :D

การใช้งาน : เล่นเน็ตผ่าน WiFi / ดูหนัง / ทวีต / อ่านข่าว / อ่านการ์ตูน (PDF) / โหลด App ใหม่ๆ มาลองบ้าง

3. PSP


ตัวนี้ฮาครับ คือตอนอยู่พิดโลก อยู่มาวันนึงบ่นกับพี่โหน่งว่า อยากได้เครื่องเล่นเกมพกพาซักเครื่องไว้เล่นเวลาว่างๆ เลยชวนแกไปซื้อในเมืองครับ เก็บหอมรอมริบ (จากเงินเดือนที่เพิ่งออก) ไปตัดสินใจซื้อ PSP รุ่น Street มา ที่เลือกรุ่นนี้เพราะว่าถูกสุดครับ (ประมาณ 5,000 บาท) วัสดุมันก็พลาสติกเลยแหละ แถมไม่มี WiFi / ลำโพงมีอันเดียว แต่ผมเอามาเล่นเกมครับ ฟังก์ชั่นอื่นๆ ไม่สนใจ ถึงวัสดุจะเห่ยไปบ้างแต่ก็ถือว่าถูกลงไปหลายบาทเลยแหละ ซื้อ Memory Stick เพิ่มอีก 8 GB ก็ลงเกมเล่นได้บานทุ่งแล้วครับ

ตอนซื้อมาทางร้านก็ลงเกมมาให้ 4-5 เกมตามที่ผมเลือกไว้ แถมกำชับมาอย่างจริงจังถึงข้อห้ามหลายอย่าง เช่นห้ามเล่นเกมตอนชาร์ตไฟ, ห้ามลงเกมเองต้องเอามาลงที่ร้าน ฯลฯ ของแบบนี้ไม่ใช่ปัญหาครับ โหลดเกมมาลงเองง่ายกว่าขี่มอไซค์ 20 กม.ไปให้ร้านลงให้ตั้งเยอะ ผมก็เออๆ ออๆ ไปครับ

ซื้อมาได้ไม่กี่วันก็อุบัติเหตุครับ ที่เคยพูดกับพี่โหน่งไว้ว่าจะเอาไว้เล่นเวลาว่างๆ เลยได้เล่นซะจริงๆ ตั้งแต่นอนโรงพยาบาลจนกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านถึงวันนี้เกือบ 2 เดือน มันอยู่คู่มือผมแทบจะตลอดเวลาครับ มีเวลาเหลือเฟือให้เล่นสมใจเลย เวงเอ๊ย -_-"

การใช้งาน : เล่นเกมสถานเดียว

4. Nintendo 3DS
 

ตัวนี้เพิ่งซื้อมาเมื่อก่อนสงกรานต์วันเดียวครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า จู่ๆ ก็อยากได้ (ซะงั้น) ก็เลยสั่งซื้อผ่านเว็บ  http://www.pspinw.com เลย สั่งไปวันที่ 10 ของมาวันที่ 12 ได้เป็น 3DS XL (US) ชุด Mario Kart 7 Pre-Installed สีฟ้าสวยงาม ผมสั่งตลับแฟลช R4 ไปด้วย รวม Micro SD 8 GB อีกอัน ค่าเสียหายทั้งหมด 8,100 บาทรวมค่าส่ง EMS เอามาเล่นเกมทางเลือกเวลาเบื่อเกมโหดๆ ใน PSP ก็โอเคดีครับ

ณ วันนี้ก็เป็นที่รู้กันว่าต่อให้มี ROM ของ 3DS ที่แจกอยู่เกลื่อนเน็ตก็ตาม ยังไง 3DS ก็ยังเล่นไม่ได้อยู่ดี ทุกวันนี้ผมก็เลยได้แต่เล่นเกม DS เก่าๆ ผ่านตลับแฟลช แล้วก็เล่นเกมที่มันให้มาครับ ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่นะ แค่ Mario Kart 7 เกมเดียวก็เล่นได้นานแสนนานละ พวก AR Card ก็เอามาเล่นบ้างเพลินๆ ส่วนเกมของ DS ก็อย่างที่รู้กันว่า ถึงภาพไม่สวย กราฟิกไม่อลังการ แต่ความสนุกนั้นขั้นเทพเลยครับ

การใช้งาน : เล่นเกมสถานเดียว

5. meTV IPTV by TOT


ตัวนี้คือ IPTV ครับ เป็นของ TOT บริการใหม่ที่กะจะเอามาตีตลาดวงการทีวีเลยว่างั้น ก็เลยเกลี้ยล่อมพ่อกับแม่ลองเอามาใช้ดูครับ ตัวกล่องนี่ได้มาฟรีแต่เสียค่าบริการเพิ่มจากอินเตอร์เน็ตเดือนละ 60 บาท ซึ่งก็ถือว่าคุ้มใช้ได้นะ ถึงช่องที่ดูจะไม่ค่อยถูกใจนักแต่ก็ดูกันทุกวันครับ ช่องที่ชอบๆ ก็มี Thai PBS (HD), Green Channel (HD), Nation Channel แล้วก็ช่อง 3 ไว้ดูละครครับ (มีช่องการ์ตูนไว้ดูสลับๆ กันบ้าง) ข้อดีอื่นๆ ของอีกล่องนี้คือ ดูย้อนหลังได้ 3 วัน กับที่มันเป็น Android ครับ (ICS แถม CPU เป็น ARMv7 ด้วยนะเฮ่ย) ถ้าไม่มีอะไรจะดูจริงๆ ผมก็เอาไฟล์หนังใส่ SD Card เสียบดูแทนครับ

ที่ฮาคือ ถึง TOT จะบอกว่าความเร็วเน็ตที่แนะนำคือไม่น้อยกว่า 6 MB แต่ที่บ้านผม 10 MB ยังมีบางช่วงที่ดูทีวีแล้วกระตุกเลยครับ (ไอ้โอมมันเคยบอกว่ามันคือช่วงเวลานายกเช็คเมล์ 555555+) แถมตอนเปิดทีวีเนี่ยถ้าใครเปิดคอมโหลดอะไรอยู่ก็กระตุกอีกเหมือนกันครับ ถึงมันจะค้างแล้วโหลดต่อก็เหอะ (ช่วงไหนกระตุกมากๆ ละครบ้านผมจะจบช้ากว่าบ้านอื่นประมาณ 10 นาที 55555+) ทุกวันนี้เลยกลายเป็นว่า ถ้าจะโหลดอะไรช่วงที่จะมีคนดูทีวีละก็ ทีวีต้องสลับไปใช้หนวดกุ้งหาคลื่นเหมือนเดิม...เป็นงั้นไปวุ้ย

การใช้งาน : ดูทีวี / ดูหนัง

6. Amazon Kindle Touch


ตัวสุดท้ายครับ e-Book Reader ตัวนี้ซื้อมานานพอสมควรแล้ว ประมาณช่วงงานรับปริญญาที่ราชภัฏเมื่อปีที่แล้วก่อนไปเรียนต่อ สั่งซื้อจากเว็บ http://kindle-thailand.in.th ในราคาประมาณ 6,000 บาท ช่วงแรกๆ ก็ใช้เยอะนะ อ่านสี่แผ่นดินไปเกือบจบแล้ว (ที่ยังไม่อยากอ่านให้จบเพราะเสียดายความสนุก) อ่านการ์ตูน PDF ก็หลายเรื่อง บางทีก็เอามาอ่าน Novel ฝึกภาษาบ้าง ใช้ประโยชน์ได้เยอะครับสำหรับการอ่านหนังสือเนี่ย อยากให้มีหนังสือภาษาไทยทำขายใน Format นี้เยอะๆ คนไทยคงจะรักการอ่านขึ้นมามากเลยทีเดียวแหละครับ

แต่ช่วงหลังจากเกิดอุบัติเหตุและพักรักษาตัว เจ้า Kindle นี่กลับไม่ค่อยได้เอามาใช้เท่าไร เพราะว่าข้อจำกัดของมันคืออ่านที่มืดไม่ได้ แล้วส่วนใหญ่เวลาว่างพอที่จะอ่านหนังสือได้ก็ดันเป็นตอนกลางคืนซะอีก ก็เลยกลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วงนี้ออกจะเหินห่างกันไปซักหน่อยครับ

การใช้งาน : อ่าน e-Book สถานเดียว

จบแล้วครับสำหรับนานาสารพัดอุปกรณ์ที่อยู่ข้างเตียงผม ณ ตอนนี้ เขียนเพลินเลยยาวไปหน่อยอย่าว่ากันนะครับ :)





14 เมษายน 2556

172 | In-App Purchase ในมุมมองส่วนตัว


เมื่อตอนบ่าย อจ.แมนโทรมาบอกว่า Dungeon Hunter 4 ลง iOS ให้โหลดแล้ว คุยโทรศัพท์จนเสร็จแล้วมานั่งนึกสักพักกลายเป็นว่า ตอนที่คุยนั่นผมได้ยินเป็น Monster Hunter ก็เลยตื่นเต้นพอสมควร จริงๆ แล้วผมโหลด Dungeon Hunter 4 ไว้ตั้งแต่วันแรกที่ลง App Store แล้วแต่ยังไม่ได้ลองเล่นดูเลย ก็เลยเปิดขึ้นมาเล่นใน iPhone 4 คู่มือตัวเดิมครับ

เล่นไปได้สักพักก็ปิด ปัญหาเรื่องภาพกระตุกนั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ (เพราะ iPhone 4 มันก็เก่าแล้ว) แต่ที่ผมผิดหวังกับ Gameloft และ Dungeon Hunter 4 มากที่สุดก็คือ มันยังมีระบบ In-App Purchase เหมือน Dungeon Hunter 3 ที่ผมเกลียดเข้าไส้อีกแล้ว ถึงแม้จะมีความแตกต่างกับภาค 3 อยู่หลายส่วนทั้งเนื้อเรื่องและรูปแบบการเล่น แต่มันไม่ควรจะมี IAP เลย

ระบบการเล่นที่ผมประทับใจมากที่สุดคือ Dungeon Hunter 2 ซึ่งมันเรียบง่ายมาก การ Drop Item, การสวมใส่อาวุธและเครื่องป้องกันแบบ Auto หรือแม้กระทั่งการอัพ Skill ล้วนออกแบบมาแบบง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ปรับแต่งง่ายๆ ซึ่งผมมองว่ามันเหมาะที่สุดแล้วครับสำหรับเกมที่จะเล่นบน Mobile Platform ได้สนุกที่สุด คือมันไม่ต้องซับซ้อนมากนักก็ได้ Dungeon Hunter 2 เป็นเกมภาคที่ผมรักและประทับใจที่สุด เล่นจบแล้วก็เอามาเล่นใหม่ได้อีกหลายต่อหลายรอบครับ


Screenshot ของ Dungeon Hunter 2 ภาคที่ผมประทับใจที่สุด

มาดูทางออกของ Gameloft กันบ้าง ในภาวะที่เกมบน App Store และ Google Play โดนแครกกันเป็นว่าเล่น การหารายได้โดยการขายของในแอพหรือที่เรียกว่า In-App Purchase ดูจะเป็นทางออกที่โอเคที่สุด ก็อย่างที่เห็นครับว่าเกมหลังๆ ของ Gameloft ปล่อยให้โหลดฟรีแต่มีค่าใช้จ่ายในเกมกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้กระทั่ง Wild Blood เกมดังระดับเรือธงของค่ายที่แม้จะขายตัวเกมในราคาสูงแล้ว ยังตามไปขายของในเกมให้ผู้เล่นที่แสนจะจงรักภักดีได้เลือกซื้อกันอีก ถ้ามองในแง่ผู้ผลิตแล้วนี่คือทางรอดในการสร้างรายได้จากการพัฒนาแอพที่มักโดนแครกไปแจกฟรีอยู่เรื่อย แต่สำหรับผู้ใช้แล้ว นี่คือฝันร้ายสำหรับนักเล่นเกมบางกลุ่มเลยทีเดียวแหละ


Screenshot ของเกม Wild Blood ถ้าอยากได้ชุดหรืออาวุธเทพๆ อย่างในภาพก็ต้องเงินจริง

ขอแทรกประสบการณ์นิดนึง ผมเคยซื้อ Wild Blood บน Android มาเล่นในราคาสองร้อยกว่าบาท เล่นไปเรื่อยๆ ก็ถึงจุดที่ไม่สามารถไปต่อได้หากไม่สามารถเอาชนะศัตรูในฉากนั้นได้หมด (แล้วมันก็มีหลายตัว แต่ละตัวก็เก่งโคตรๆ) สุดท้ายผมก็ต้อง IAP เอาเงินจริงซื้อเงินในเกม เพื่อมาซื้อชุดและอาวุธใหม่ ปรากฏว่าผ่านฉากนั้นไปอย่างง่ายดาย ซึ่งการที่จะเก็บเงินในเกมมาซื้อชุดและอาวุธโดยไม่อาศัย IAP นั้นทำได้มั้ย ตอบว่าได้ครับ แต่ผมคงต้องวิ่งย้อนกลับไปเล่นจากฉากแรกใหม่อีกรอบเพื่อเก็บเงินตามฉาก ถึงจะมีเงินพอซื้อได้ (ปัจจุบันเลิกเล่นไปแล้ว เพราะ 1. เกมแครชบ่อยมาก 2. พอเอาเกมออกแล้วลงใหม่ ไอ้ที่ซื้อไว้มันหายไป -_-")

คือจริงๆ แล้ว เกมระดับคุณภาพขนาดนี้เนี่ย มันไม่ควรจะมีแล้วนะครับไอ้พวกหาเงินงุบงิบจากในเกมเนี่ย คือจะขายก็ขายเลย แอพละกี่ร้อยก็ว่าไป ช่องทางในการหาเงินจาก IAP ของค่ายก็ยังมีตัวเลือกอื่นอยู่ อย่างค่าย Gameloft ก็มีเกมประเภท Casual เยอะแยะมากมายที่แจกฟรีแล้วหาเงินจาก IAP ก็หาจากพวกนั้นไปก็ได้ แต่อย่างน้อยเกมเทพๆ อย่าง Dungeon Hunter หรือ Wild Blood พวกนี้ก็น่าจะยกเว้นไว้บ้าง กลุ่มลูกค้าหลักๆ ก็ต่างกันอยู่นะครับ ผมมองว่าการที่ Gameloft ทำกับ Dungeon Hunter สองภาคหลังเนี่ย มันเป็นการลดคุณค่าของเกมชัดๆ ทำให้เกมที่เล่นแล้วประทับใจ สนุกแบบที่สามารถเอากลับมาเล่นใหม่ได้อีกหลายรอบ กลายเป็นเกมที่แค่เปิดมาเล่นก็รู้สึกเซ็งๆ แล้ว (เพราะรู้ว่าเล่นไปมันก็ไม่เก่ง ไม่ผ่านด่านซะที) มันเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเกมไปไม่น้อยเลยทีเดียว

ทางเลือกที่ผมหวังจะได้เห็นมากที่สุดก็คือ เอา In-App Purchase ออกไปซะ แล้วหาทางหารายได้แบบอื่นแทน ผมเชื่อว่ามันมีทางออกที่ดีกว่านี้แน่นอนครับ และสุดท้ายผมก็ยังหวังจะได้เห็น Dungeon Hunter แบบเดิมๆ ของผมกลับมาอีกครั้งครับ

(ช่วงนี้อยู่กับบ้านว่างๆ เลยเหมือนจะติดเรื่องเกมมากไปหน่อย เดี๋ยวคราวหน้าจะมาเล่าเรื่อง PSP กับ 3DS ให้อ่านกันนะครับ ส่วนเรื่องอุบัติเหตุเดี๋ยวขอเอาไว้เล่าตอนหายดีก่อนละกัน เหอๆๆๆ)


09 เมษายน 2556

171 | ไฟล์ใหญ่ก็อปไม่ด้าย


  • เรื่องสั้น...
  • จะ Copy ไฟล์คอนเสิร์ตลง USB ไปดูในทีวีผ่านกล่อง meTV
  • ไฟล์เป็น mkv ขนาด 4.38 GB ส่วน USB ความจุ 16 GB
  • มันบอกว่าไฟล์ใหญ่เกินพื้นที่ว่าง Copy ไม่ได้
  • Format จนเกลี้ยงแล้ว Copy ใหม่ ก็ขึ้นเหมือนเดิม
  • ...เอาไงดีวะ
  • สรุป File System ใน USB เป็น FAT32 เหมือนว่าไฟล์ใหญ่เกิน 4 GB จะมีปัญหาประมาณนี้
  • ทางออกคือ Format USB เป็น NTFS โดยใช้คำสั่งนี้
  • CONVERT G: /FS:NTFS (G: คือ Drive ของ USB)
  • ฟิน :)

05 มกราคม 2556

170 | iOS 6.0.1

ในที่สุดก็อัพเดท iOS 6.0.1 ได้ซะที (แม่ง)

สืบเนื่องจาก iPhone ที่ใช้อยู่นั้นเป็น iOS 5.1.1 และ Jailbreak หลังจากที่ได้พยายามอัพเดท iOS 6 มานาน และล้มเหลวมาแล้วหลายสิบรอบ ในที่สุดวันนี้ก็สำเร็จจนได้

สรุป Solution ที่ขนมาจัดการ ทั้ง redsn0w, absinthe, iREB, RecBoot, iFaith และ tinyUmbrella ไม่ได้ใช้สักอัน ส่วนวิธีที่อ่านมาจากเว็บสารพัดก็คือ จัดการแก้ไฟล์ hosts (C:\Windows\System32\drivers\etc) คือไปลบไอ้บรรทัด gs.apple.com อะไรนั่นก็ใช้ไม่ได้ผล เจอ Error เต็มไปหมด ทั้ง 3194, 11, 21 ฯลฯ จนท้อโคตรๆ แล้ว

สุดท้ายเลยหักดิบ Rename ไฟล์ hosts ไปซะ (ไม่กล้าลบใจไม่ถึง 55555) แล้วจัดการ Shift+Restore

จบเลย !!!

ป.ล. แก้ไฟล์ hosts ต้องปิด AntiVirus ก่อนเด้อ